เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงเป็น “สมาธิสั้นเทียม”กันมากขึ้น

ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงเป็น “สมาธิสั้นเทียม”กันมากขึ้น

เป็นเรื่องน่าเห็นใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายๆคนที่ทุกวันนี้มีประเด็นน่ากังวลใจมากมายเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกๆ หนึ่งในความน่ากังวลใจเหล่านั้นซึ่งมีแนวโน้มที่จะพบเห็นได้บ่อยขึ้นคือ ภาวะอาการที่เด็กทำตัวซุกซนไม่อยู่นิ่ง ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดๆจนไม่สามารถทำอะไรให้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันได้ หรือที่เรียกว่าเป็น “เด็กสมาธิสั้นเทียม” นั่นเอง

เมื่อกล่าวถึง “โรคสมาธิสั้นเทียม” (Pseudo-ADHD : Pseudo-Attention Deficit Hyperactivity Disorder) สิ่งที่นึกถึงเป็นอันดับแรกคือ พฤติกรรมที่แสดงออกถึงการซุกซนและไม่อยู่นิ่ง อันเป็นผลจากปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและวิธีการเลี้ยงดูที่เด็กเติบโตขึ้นมา ซึ่งแตกต่างจากโรคสมาธิสั้นโดยทั่วไปที่สาเหตุของการเกิดโรคคาดว่าเป็นผลมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมหรือความผิดปกติของสมองส่วนหน้าที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพฤติกรรม โดยทั้งสองโรคต่างก็มีกลุ่มอาการที่สำคัญร่วมกัน ดังนี้

1.ซุกซนไม่อยู่นิ่ง (Hyperactive) มีความตื่นตัวที่แสดงถึงอาการลุกลนตลอดเวลา ไม่สามารถควบคุมตัวเองให้อยู่นิ่งได้ ต้องส่งเสียงพูดคุยหรือขยับตัวเคลื่อนไหวและทำเสียงดังโดยไม่ระมัดระวังอยู่เสมอ

2.ขาดความเอาใจใส่ (Inattention) ไม่สามารถรวบรวมสมาธิและใช้เวลาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ มีอาการเหม่อลอยหรือไม่สนใจรายละเอียดของสิ่งรอบตัวบ่อยครั้ง

3.หุนหันพลันแล่น (Impulsivity) ขาดความยับยั้งชั่งใจในการแสดงออกและไม่สามารถอดทนรอคอยที่จะทำสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามขั้นตอนหรือในจังหวะเวลาที่เหมาะสมได้

ถึงแม้จะมีลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกร่วมกัน แต่โรคสมาธิสั้นที่เป็นผลมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมและความผิดปกติของสมองนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากและจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ตรงกันข้ามกับโรคสมาธิสั้นเทียมที่พบว่าเด็กสมัยนี้มีแนวโน้มที่จะเจ็บป่วยจากอาการของโรคดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น แต่ก็สามารถป้องกันและแก้ไขได้หากเข้าใจถึงที่มาที่ไป โดยพิจารณาได้จาก 3 ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้สภาพการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไปและกระตุ้นให้เด็กมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ กล่าวคือ

1.โลกยุคดิจิทัล ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสารในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของคนสมัยนี้ไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เว้นแม้แต่เด็กปฐมวัยที่สามารถเข้าถึงเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อการสื่อสารและความบันเทิงได้อย่างง่ายดาย แต่สิ่งที่ได้มาก็ต้องแลกกับความเสี่ยงในการเป็นเด็กสมาธิสั้นเทียมหากปล่อยให้เด็กอยู่กับสิ่งเหล่านี้เกินพอดี เนื่องจากสมองถูกกระตุ้นให้เคยชินต่อสิ่งเร้าด้วยแสงสีบนหน้าจอที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจตลอดเวลา การเข้าถึงข้อมูลและสื่อบันเทิงต่างๆได้อย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถรอคอยหรือมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำได้เมื่อต้องกลับสู่ชีวิตจริงที่ต้องอาศัยเวลาหรือทำตามลำดับขั้นตอน

2.โลกแห่งการแข่งขัน มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ถูกกระตุ้นให้ใช้ชีวิตด้วยความรีบเร่งและต้องอยู่กับการแข่งขันตลอดเวลา เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่จำนวนหนึ่งตั้งความหวังกับลูกเอาไว้มาก โดยต้องการให้ลูกมีผลการเรียนที่ดีและมีอนาคตที่ดีกว่าคนอื่น จึงพยายามเร่งรัดผลักดันให้เด็กทำสิ่งต่างๆเกินกว่าช่วงวัยที่เหมาะสมจนแทบไม่มีเวลาได้หยุดคิดหรือได้ใช้ชีวิตในแบบที่เด็กพึงจะเป็น หากเด็กยังไม่พร้อมหรือถูกบังคับมากเกินไปก็มีแนวโน้มที่จะแสดงออกถึงการต่อต้าน เหม่อลอยหรือความมุ่งมั่นตั้งใจ กลัวความผิดพลาดจนเกิดความเครียดและวิตกกังวล ซึ่งล้วนส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็กแทบทั้งสิ้น

3.โลกที่สร้างจากในบ้าน ด้วยสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมีคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากต้องออกไปทำงานนอกบ้านจนไม่มีเวลาดูแลลูกอย่างใกล้ชิด หลายครอบครัวมีความเห็นไม่ลงรอยกันจนไม่สามารถเลี้ยงลูกไปในทิศทางเดียวกันได้ การเลี้ยงดูที่ขาดความชัดเจน ปล่อยปละละเลย ขาดการเรียนรู้และขาดการฝึกฝนความรับผิดชอบตั้งแต่ที่บ้าน นับเป็นค่าเสียโอกาสในการเสริมสร้างพัฒนาการให้กับเด็กไปในทิศทางที่ถูกต้อง ประกอบกับการเข้ามาของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจึงมีแนวโน้มที่คุณพ่อคุณแม่จะใช้เป็นเครื่องทุ่นแรง ซึ่งยิ่งเป็นการดึงดูดให้เด็กจดจ่ออยู่กับหน้าจอมากกว่าพยายามเรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบตัว

อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่สามารถเบาใจได้ในระดับหนึ่งที่โรคสมาธิสั้นเทียมนี้สามารถป้องกันและแก้ไขได้ที่ต้นตอของปัญหา นั่นคือการจัดการกับสภาพแวดล้อมและวิธีการเลี้ยงดูลูกให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับเด็กในแต่ละช่วงวัย ซึ่งสามารถทำได้โดยอาศัยแนวทางดังต่อไปนี้

1.หลายครอบครัวมักฝากความหวังให้กับคุณครูและโรงเรียนโดยเชื่อว่าจะสามารถดูแลเด็กได้ดีกว่า แต่แท้จริงแล้วสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลลูกคือ ตัวคุณพ่อคุณแม่เอง พยายามปรับเปลี่ยนตัวเองและใช้โอกาสนี้ในการสร้างเสริมความสัมพันธ์ ส่งมอบความรัก ความเข้าใจโดยใช้เวลาที่มีคุณภาพกับลูกเพิ่มมากขึ้น

2.การให้เวลาครอบครัวเพิ่มขึ้น คือการลดเวลาในโลกออนไลน์ลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับหลีกเลี่ยงการจดจ่ออยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟนมากเกินความจำเป็น ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถให้คำแนะนำ รวมทั้งร่วมกันตกลงระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้งานสมาร์ทโฟนของลูกได้อีกด้วย

3.การสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของลูกมีความสำคัญเป็นลำดับแรกๆเสมอ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องลดสิ่งเร้าหรือสภาวะที่สร้างความกดดันให้เด็กเกิดความเครียดและวิตกกังวลกับการใช้ชีวิต โดยฝึกให้คิดและตัดสินใจ ได้ลองผิดลองถูกและยอมรับในความผิดพลาดของตัวเอง

4.เด็กที่เป็นสมาธิสั้นเทียมไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดได้เลย แต่จะจดจ่ออยู่แต่กับสิ่งที่ตัวเองชอบหรือสนใจเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสังเกตความสนใจของเด็กและสนับสนุนไปในทิศทางที่เหมาะสม พร้อมกับการหากิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆให้เด็กได้ลองทำผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปอยู่เสมอ

5.คุณพ่อคุณแม่สามารถเข้าไปมีบทบาทในการช่วยให้เด็กรู้จักวางเป้าหมายระยะสั้นในหลายๆเรื่อง ให้คำแนะนำในการวางแผนและลำดับขั้นตอนในการทำงาน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการทำงานเป็นลำดับขั้นตอนจนสำเร็จตามเป้าหมาย โดยมอบคำชมหรือรางวัลที่จะทำให้เกิดแรงจูงใจและมีความรู้สึกภูมิใจ

แม้โรคสมาธิสั้นเทียมในเด็กจะพบได้มากขึ้นในปัจจุบัน แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถลดความกังวลใจนี้ลงได้หากทำความเข้าใจถึงสาเหตุและเตรียมรับมือให้พร้อมโดยเริ่มจากที่บ้านของเราเอง

3 กุมภาพันธ์ 2563

ที่มา ผู้จัดการ ออนไลน์

Posted By Nitayaporn/thongpet/kanchana

Views, 696