เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

มองโลกอย่างไรให้เป็นสุข? บนความจริงที่ไม่เพ้อฝัน!

สัปดาห์นี้มาทำความเข้าใจ การมองโลกอย่างไรให้เป็นสุข แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง...ไม่ใช่เพ้อฝัน ไม่ใช่อยู่กับสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่

ทุกวันนี้คุณยาย OK มักจะเห็นข่าว “การฆ่าตัวตาย” เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะเป็นข่าวการฆ่าตายรายวันก็อาจจะเรียกได้ใช่หรือไม่ หรือคนไทยหลายล้านคนกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว แล้วเราจะป้องกันอย่างไร จะมองโลกอย่างไรให้เป็นสุข ??? เป็นคำถามที่น่าสนในยุคที่มีแต่ความเร่งรีบเต็มไปหมดรอบตัวเรา

“หมอคลองหลวง” แอดมินแฟนเพจ สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย อธิบายไว้อย่างน่าคิด คุณหมอ บอกว่า ตอนที่เดินไปมาในที่ทำงานเจอข้อความหนึ่งบนโปสเตอร์เขียนไว้ว่า “มองโลกในแง่ดีโดยไม่หลอกตัวเอง” อ่านดูแล้วก็น่าสนใจ เพราะเป็นสิ่งที่เคยได้ยินคนถามหลายทีแล้วว่า มองโลกในแง่ดีต่างกับการหลอกตัวเองอย่างไร? ทั้งนี้คุณหมอได้เปรียบเทียบให้ฟังโดยการนำรูปภาพหนึ่งฉายแนวคิดเรื่องราวของ “น้ำครึ่งแก้ว” มาให้ได้ฝึกขบคิดกัน

การมองโลกตามจริงอย่างที่เป็น “แก้วที่มีน้ำอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง” (ไม่ใส่ความคิดเข้าไป)

การมองโลกในแง่ร้าย “มีน้ำเหลือแค่ครึ่งแก้วเอง” (รู้สึกแย่)

การมองโลกในแง่ดี “มีน้ำเหลือตั้งครึ่งแก้วน่ะ” (รู้สึกดี)

การหลอกตัวเอง “มีน้ำเต็มแก้ว” (ไม่จริง!!!)

ฉะนั้นทุกคนจะเห็นว่าการมองโลกใน “แง่ดี” กับ “แง่ร้าย” อย่างไรเสียก็ยังมีความจริงอยู่ แต่เราใส่มุมมองบางอย่างเข้าไปในความจริง ส่วนการหลอกตัวเอง คือ มองไม่ตรงความจริง

เมื่อถามว่าแบบไหนดีที่สุด ??? 1.การมองโลกอย่างที่เป็นจริง...น่าจะดีที่สุด แต่ทว่า...ทำไม่ง่ายเลย เพราะมนุษย์เรานั้นปกติมักจะใส่มุมมอง หรือ “bias” บางอย่างเข้าไปตลอดเวลา การจะมองโลกอย่างที่เป็นจริงได้ จึงต้องมีสติและรู้เท่ากันความคิดที่พุ่งเข้ามาเสมอ 2.การมองโลกในแง่ดี และส่วนแย่สุดคือ 3.การหลอกตัวเอง ดังนั้นแล้วเรามาหัดมองโลกตามที่เป็นจริง หรือมองโลกในแง่ดีกันเถอะ หรือไม่อย่างน้อยก็อย่าหลอกตัวเอง

ขณะที่แอดมินแฟนเพจ สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย อีกท่านหนึ่ง “หมอมีฟ้า” ระบุไว้ว่า ต่อเนื่องจากคุณหมอคลองหลวง ที่พูดถึงการมองโลกหลาย ๆ แบบ ซึ่งการมองตามอย่างที่มันเป็นนั้น โดยไม่ใส่ความคิดเห็นเข้าไป หรือที่บางคนเรียกว่า “มองโลกในแง่จริง” น่าจะดีที่สุด

แต่อีกอย่างหนึ่งที่เรามักสนับสนุนให้ทำกัน ก็คือ “การมองโลกในแง่ดี” หรือมองโลกในแง่บวก เพราะการมองโลกแบบนี้มีประโยชน์ไม่น้อย มันจะทำให้เราสามารถยอมรับ และรู้สึกแย่กับสิ่งไม่พึงปรารถนาที่เจอน้อยลง ทว่าข้อควรระวังก็คือ การมองในแง่ดีที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง...ไม่ใช่เพ้อฝัน ไม่ใช่อยู่กับสิ่งที่เราก็ไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่

ส่วนการมองโลกในแง่บวกที่มักจะมีอยู่เสมอ ๆ ในเรื่องราวร้าย ๆ ที่เราพบเจอ ได้แก่...

1.เรายังมีอย่างอื่นหลงเหลืออยู่ เช่น โดนจี้ปล้น เสียทรัพย์แต่ไม่เสียชีวิต หรือประสบอุบัติเหตุแขน-ขาใช้การไม่ได้เหมือนเดิม แต่สมองไม่ได้รับความกระทบกระเทือน ยังคิดได้พูดได้และมองเห็น ซึ่งสิ่งที่เรายังมีนั้น มันอาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญและมีคุณค่ามากกว่า

2.ดีที่มันไม่แย่ไปกว่านี้ เช่น หากคุณคบกับแฟนมาเกือบ 10 ปี จนกำลังจะมีงานแต่งงาน เพิ่งมารู้ว่าแฟนมีกิ๊กมาเป็นปี ๆ จึงเลิกกัน ก็ดีกว่ามารู้เมื่อแต่งงานไปแล้ว หรือถ้ารู้หลังจากแต่งงานแล้ว 1 ปี ก็ดีกว่ารู้หลังจากแต่งไปแล้ว 10 ปี แต่...การคิดว่าเลิกกับคนนี้ เพื่อจะได้เจอ “คนที่ดีกว่า” อาจจะเป็นการปลอบใจตัวเองที่เพ้อฝันไปหน่อย เพราะเราไม่มีทางแน่ใจได้ว่าจะเจอคนใหม่ที่ดีกว่า และประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย อันนี้เราคาดเดาไม่ได้เป็นเรื่องของอนาคต

3.เราได้เรียนรู้ว่า...ความสมหวังให้ความสุข เพราะเราจะรู้สึกดี แต่ความผิดหวังนั้นสอนอะไรบางอย่างให้กับเราเสมอ มันทำให้เรารู้จักความจริงของชีวิตที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คำคมคำสอนหลาย ๆ อย่างที่เราเคยได้ยินได้ฟัง เรามาประจักษ์แก่ใจก็ตอนที่เจอของจริงเข้ากับตัวเอง ถ้าเราไม่เอาแต่ตีโพยตีพาย หลังจากน้ำตาแห้งแล้ว เราจะเข้มแข็งและ “เติบโต” กว่าเดิม

4.มีโอกาสบางอย่าง แม้บรรดาสิ่งต่าง ๆ จะประดังประเดเข้ามา เช่น พอเลิกกับแฟนก็ได้กลับไปมีกิจกรรม เข้ากลุ่มกับเพื่อนที่สนใจเรื่องเดียวกัน และทำให้ได้หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น รู้เท่าทันความคิด รู้จักปล่อยวาง อย่างที่ไม่เคยมาก่อน นอกจากบทเรียนชีวิตแล้ว ในวิกฤติที่เจอก็ยังมีโอกาสบางอย่างอยู่ด้วย ลองมองหาดู

อย่างไรก็ตาม ถ้าอารมณ์และความคิดด้านลบ มีและฝังหยั่งรากลึกอยู่นาน หรือหนักกว่าที่น่าจะเป็น และกระทบกับการใช้ชีวิต การทำงาน ความสัมพันธ์ ก็น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นอาการของโรค เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลได้ เพราะการเจ็บป่วยทางใจไม่ควรปล่อยไว้ รีบไปรักษา....

17 กันยายน 2562

ที่มา เดลินิวส์

Posted By Nitayaporn/Thongpet/Kanchana

Views, 283