เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

จิตแพทย์ชี้ “คบซ้อน” เพราะใช้สมองส่วนอยากมากกว่าส่วนคิด

จิตแพทย์ชี้ “คบซ้อน” เพราะใช้สมองส่วนอยากมากกว่าส่วนคิด

จิตแพทย์ชี้ “คบซ้อน” เพราะใช้สมองส่วนอยาก มากกว่าสมองส่วนคิด ไม่มีการใคร่ครวญ คิดว่าตัวเองมีสิทธิ แม้คบ 10 ปีก็มีปัญหาได้ เผยรักยืนยาวมาจากความผูกพัน-ความรับผิดชอบ มาจากสมองส่วนคิดเป็นหลัก ส่วนความรักหวานชื่นเป็นแค่ความรักส่วนอยาก

วันนี้ (25 ก.พ.) นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงพฤติกรรมการคบซ้อนว่า การมีแฟนนั้นสิ่งสำคัญต้องนึกถึงใจเขาใจเรา เพราะเวลามีสัมพันธภาพกับใครก็ต้องการให้มีความไว้วางใจ น่าเชื่อถือ และหากเราต้องการได้รับสิ่งเหล่านี้ก็ต้องทำในสิ่งเดียวกัน โดยต้องรู้จักใช้สมองส่วนคิดควบคุมความอยาก เพราะการคบกันเราสามารถจะมีใจไขว้เขวได้จากสมองส่วนอยาก แต่เราสามารถยับยั้งพฤติกรรมเหล่านี้ได้ด้วยการใช้สมองส่วนคิด รู้สึกได้แต่ไม่ทำ เพราะสมองส่วนคิดมีความเข้มแข็งมากกว่า อย่างไรตาม การที่เกิดเหตุการณ์การคบซ้อนเป็นเพราะเราใช้แต่สมองส่วนอยาก ไม่ได้มีการใคร่ครวญ ผู้ที่ทำเพราะคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ แต่ลืมคิดว่าหากเป็นตัวเอง อยากให้การคบโดยคบเราเป็นทางเลือกหรือไม่

“การที่ใช้ความคิดตามใจเราเอง มันก็จะมีปัญหาได้ ถึงแม้จะคบเป็น 10 ปีก็มีปัญหาได้ เพราะไม่มีความลับในโลก อย่างไรก็ตาม ความรักนั้นไม่ได้รักกันเพียงปีหรือ 2 ปี แต่เป็นสัมพันธภาพที่ยืนยาวซึ่งไม่ได้อยู่ที่ความหวานชื่น แต่ตัวที่สำคัญ คือ มีความผูกพัน และมีความรับผิดชอบ แต่ความรู้สึกที่พิศวาสความรักหวานชื่นเป็นความรักส่วนอยาก แต่ความยั่งยืน คือ ความรักที่ทุกคนใฝ่ฝัน ซึ่งจะมาจากความผูกพันและความรับผิดชอบ ที่ต้องมาจากสมองส่วนคิดเป็นหลัก รู้จักมองใจเขาใจเรามองระยะยาว คนก็จะได้ข้อคิดสำหรับตัวเองมากขึ้น” นพ.ยงยุทธกล่าว

เมื่อถามว่านอกจากความสัมพันธ์ของคน 2-3 คนแล้ว พอโซเชียลฯ มีการเสพสื่อก็มีอารมณ์ร่วมตอบโต้รุนแรงบ้างมีการยั่วยุให้เลิกกันนั้นต้องแนะนำกลุ่มนี้อย่างไร นพ.ยงยุทธกล่าวว่า กรณีนี้จะเรียกว่า Blame Speech คือ การตำหนิกันเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว โดยเริ่มใช้ถ้อยคำตำหนิที่รุนแรง ต้องยึดหลัก 2 ไม่ 1 เตือน ประกอบด้วย 2 ไม่ คือ 1. ไม่สื่อสารความรุนแรง 2. ไม่ต่อความรุนแรง และเตือนด้วยถ้อยคำที่สุภาพและนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง ส่วนการจะไม่ให้เกิดความหวาดระแวงนั้นก็ต้องมีความไว้วางใจเป็นกติการ่วมกันใช้หลักสัญญาใจ เพราะไม่สามารถติดตามชีวิตคนรักได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายใดละเมิดกติกาหรือสัญญาก็จะสิ้นสุดลง

“การส่งสารที่ไม่ดีสะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพจิตเราไม่ดี การเข้าไปในสังคมออนไลน์จะขาดการยับยั้งชั่งใจ ดึงเอาสิ่งที่ไม่ดีออกมา ทำให้ส่งผลกระทบต่อคนที่เรารัก หากเราไม่อยากเจอสถานการณ์นี้ เราต้องยึดถึงใจเขาใจเรา อย่าลดระดับคุณภาพจิตของเราให้ต่ำ เพราะการส่งต่อข้อความที่ไม่ดีก็ถือเป็นการลดระดับสภาพจิตของเรา เพราะสภาพจิตถือว่าสำคัญ คือ มีอารมณ์ด้านบวก ด้านบวกให้มาก มีอารมณ์ด้านลบให้น้อย มีคุณภาพจิตที่ดี มีความสามารถทางจิตใจ เช่น การจัดการกับอารมณ์และความเครียด มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น หากเราจะเดินหน้าต่อไปเราก็ต้องรู้จักนำเรื่องนี้มาปรับใช้ทำให้คุณภาพจิตของเราดีไม่ทำให้สุขภาพจิตเราต่ำลง” นพ.ยงยุทธกล่าว และว่า ส่วนคนที่อาจมีปัญหาก็อย่าลืมว่าเราต้องหาความช่วยเหลือ หาที่ปรึกษา หาหน่วยบริการ โดยคนใกล้ตัวก็ให้ยึดหลัก 3 ส 1. สอดส่องมองหาคนใกล้ว่ามีปัญหา 2. ใส่ใจรับฟัง และ 3. ส่งต่อเชื่อมโยง

26 กุมภาพันธ์ 2562

ที่มา ผู้จัดการ ออนไลน์

Posted By ์์Nitayaporn/Bungon/Thongpet/Kanchana

Views, 423