| == แพทย์เตือนโจ๋ติดโทรศัพท์เอ็มพี3-เข้าผับเสี่ยงหูตึงก่อนวัย(25/2/50) ===
|
แพทย์เตือนโจ๋ติดโทรศัพท์เอ็มพี3-เข้าผับเสี่ยงหูตึงก่อนวัย
แพทย์เตือนโจ๋ติดโทรศัพท์-ฟังเอ็มพี3-เข้าผับเสี่ยงหูตึงก่อนวัย เตรียมผลักดันกำหนดให้ความดังของเสียงในห้างสรรพสินค้าไม่เกิน 70 เดซิเบล หลังพบส่วนใหญ่เสียงดังเกินระดับมาตรฐาน ขณะที่เด็กทารกแรกเกิด 3 ต่อพันหูตึงแต่กำเนิด หากไม่ได้รับการรักษาอันตรายถึงขั้นหูหนวก
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ศ.พญ.สุจิตรา ประสานสุข ผู้อำนวยการศูนย์การได้ยิน การพูด การทรงตัว เสียงในหู โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้สัมภาษณ์ภายหลังแถลงเปิดตัวศูนย์การได้ยิน การพูด การทรงตัว เสียงในหูว่า ขณะนี้นับว่าวัยรุ่นไทยอยู่ในภาวะวิกฤติทางการได้ยิน โดยพบว่ามีวัยรุ่นจำนวนมากต้องเข้ารับการรักษากับแพทย์เนื่องจากมีภาวะเสียงรบกวนในหู ที่จะนำมาสู่การเกิดภาวะหูตึง เพราะวัยรุ่นในปัจจุบันมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบการได้ยินที่ไม่ถูกต้อง เช่น การคุยโทรศัพท์เป็นเวลานาน การฟังเอ็มพี3 ไอพ็อด และการเข้าผับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดหูตึงก่อนวัย
ผอ.ศูนย์การได้ยินฯ กล่าวอีกว่า ตามกฎกระทรวงมหาดไทย(มท.) กำหนดให้เสียงในโรงงานไม่ควรดังเกิน 90 เดซิเบล แต่โดยปกติเสียงในสิ่งแวดล้อม เช่น ตามท้องถนน หรือ ห้างสรรพสินค้า คนเราไม่ควรรับเสียงดังเกิน 70 เดซิเบล ซึ่งที่ผ่านมามีการสำรวจพบว่าความดังของเสียงส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 90 เดซิเบล ขณะที่ในผับมีความดัง 120 เดซิเบล ตนในฐานะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม จึงเตรียมจะเสนอให้มีการกำหนดให้ความดังของเสียงในสิ่งแวดล้อมไม่เกิน 70 เดซิเบล ส่วนในผับจะอนุโลมให้ดังได้ไม่เกิน 90 เดซิเบล แต่ก็ไม่ควรอยู่ในผับเป็นเวลานาน
ศ.พญ.สุจิตรา กล่าวด้วยว่า นอกจากปัญหาทางการได้ยินที่เกิดจากสภาพแวดล้อมแล้ว ยังพบว่าทารกแรกเกิดจำนวน 3 ใน 1 พันราย มีความพิการทางการได้ยิน หรืออาการหูตึงมาแต่กำเนิด อาจมีสาเหตุมาจากโรคทางพันธุกรรม หากบิดาหรือมารดามีประวัติบุคคลในครอบครัวพิการทางการได้ยินแต่กำเนิด ลูกจะมีโอกาสหูตึงถึง 50 % รวมทั้ง โรคในมารดาระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคหัดเยอรมัน โรคครรภ์เป็นพิษ การคลอดผิดปกติหรือล่าช้าจนเด็กขาดออกซิเจน ตัวเหลือง คลอดก่อนกำหนดและต้องเข้าตู้อบ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้หูชั้นในผิดปกติหรือสมองพิการ ทำให้สูญเสียการได้ยิน หากไม่มีการตรวจคัดกรองตั้งแต่ทารกแรกเกิด และฟื้นฟูบำบัดทันเวลา จะส่งผลต่อพัฒนาการโดยรวม โดยเฉพาะการพูด ทำให้เด็กเป็นใบ้สูงขึ้น
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า สามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด หากสงสัยว่าหูหนวกหรือหูตึง ควรตรวจยืนยันภายในเวลา 6 เดือนแรก จะทำให้การรักษาและฟื้นฟูบำบัดโดยใช้เครื่องช่วยการได้ยินและสอนพูดได้ทันเวลา เพื่อไม่ให้อาการหูตึง หูหนวก ที่เป็นเหตุให้ไม่สามารถพูดได้ หรือเป็นใบ้ ซึ่งการฟื้นฟูอาการหูตึงในเด็กแรกเกิด ควรทำตั้งแต่ก่อนอายุ 1 ขวบ เพราะจะเสริมทักษะต่างๆได้ง่าย แต่ถ้าอายุเกิน 6 ขวบ การฟื้นฟูจะยากหรืออาจไม่เกิดผล เนื่องจากสมองที่พัฒนาการพูดหยุดชะงัก ซึ่งวิธีการสังเกตง่ายๆคือหากลูกอายุ 6 เดือนได้ยินเสียงดังแล้วไม่หันไปมองหรือมีปฏิกิริยาตอบสนอง ก็ให้สันนิษฐานว่าหูตึงและควรพาไปพบแพทย์ศ.พญ.สุจิตรากล่าว
ข้อมูลข่าวโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550
สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมอ่านได้ที่กรุงเทพธุรกิจออนไลน์......คลิกที่นี่ค่ะ.....
Posted by STY Staff/Kanchana Kerdmee
Srithanya Hospital
Posted By: STY Library - Date :
25/2/2007
|
|