== จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกรักผิดปกติ (2) (23/2/50) ===
จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกรักผิดปกติ (2)

พ่อแม่มีส่วนสำคัญในการรักษา (จบ)

“ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว” สามสัญญาณอันตรายที่พ่อแม่พึงระวังไว้ หากพบลูกมีอาการดังกล่าว ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่าลูกมีอะไรผิดปกติหรือไม่
หากพบว่าเป็นออทิสติกตั้งแต่ยังเด็ก และรีบทำการบำบัดรักษา ก็จะช่วยให้เด็กออทิสติกสามารถเรียนรู้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ดี ออทิส ติกเป็นภาวะที่มีอาการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุของเด็ก การจะรักษาให้เด็กออทิสติกหายขาดเลยเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เราสามารถรักษาให้เด็กออทิสติกดีขึ้น จนสามารถใช้ชีวิตเป็นปกติได้ ขึ้นอยู่กับศักยภาพของเด็กแต่ละคน
เด็กออทิสติกที่มีความสนใจคนอื่นอยู่บ้าง มีพื้นฐานการเล่นอยู่บ้าง หรือมีเสียงพูดอยู่บ้าง มีแนวโน้มที่จะพัฒนาได้เร็วกว่าเด็กออ ทิสติกที่ไม่มีความสนใจคนอื่น ไม่มีพื้นฐานการเล่น และไม่ยอมพูด
แต่ก็มีเด็กออทิสติกบางราย ที่ไม่มีความสนใจคนอื่น ไม่มีพื้นฐานการเล่น และไม่ยอมพูด แต่กลับพัฒนาได้เร็วและดีกว่าก็มี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเป็นสำคัญ
พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญในการรักษาเด็กออทิสติก โดยปกติผู้ทำการรักษาจะให้คำแนะนำเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองนำกลับไปสอนหรือปรับพฤติกรรมเด็กที่บ้าน พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องมีความสม่ำเสมอในการฝึกเด็ก ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และต้องทำเหมือน ๆ กันทั้งบ้าน
การปรับพฤติกรรมเด็กออทิสติก จะเน้นไปที่เรื่องของสังคมก่อน โดยพ่อแม่ผู้ปกครองต้องหัดสังเกตว่าเด็กสนใจอะไร แล้วค่อยปรับพฤติกรรมไปตามสิ่งที่เด็กสนใจ เพื่อดึงเด็กออกมาจากโลกส่วนตัว ช่วยกระตุ้นให้เด็กหันมาสื่อสารกับคนอื่น ๆ มากขึ้น จากนั้นถึงค่อยสอนเรื่องภาษาโดยใช้สถานการณ์จริงเข้ามาช่วยในการสอน
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาออทิสติกโดยตรง แต่เด็กบางคนแพทย์จะให้ยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ต่างจากเด็กสมาธิสั้น ที่ยาจะมีบทบาทสำคัญในการรักษา โดยจะต้องใช้ยาควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมของเด็ก
เด็กสมาธิสั้น เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ประมาณครึ่งหนึ่ง อาการซน อยู่ไม่นิ่ง อาจหายไปได้ ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาอีก แต่อีกครึ่งหนึ่งยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่
พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กสมาธิสั้น มักจะได้รับรายงานจากครูว่าลูกไม่ตั้งใจเรียน ไม่สนใจฟังครู แกล้งเพื่อน ยุกยิกตลอดเวลา เรียนไม่รู้เรื่อง ผลการเรียนตกต่ำ ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่เข้าใจก็มักจะตำหนิ ลงโทษ ทำให้เด็กเสียกำลังใจ ไม่อยากไปเรียนอีก ปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจก็จะตามมา
จากการศึกษาวิจัยพบว่าเด็กสมาธิสั้นหากไม่ทำการรักษา เมื่อโตขึ้นมีแนวโน้มที่จะทำผิดกฎหมายมากกว่าเด็กปกติ
ทั้งเด็กออทิสติก และเด็กสมาธิสั้น สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ และการเรียนร่วมกับเด็กปกติจะช่วยให้พัฒนาการของเด็กดีขึ้น แต่ต้องขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาของเด็ก โดยจะต้องพิจารณาเป็น ราย ๆ ไป
พญ.จารุวรรณ กิติโศภิษฐ์ กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม กล่าวว่า “ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ก็คือ พ่อแม่มักทำใจ ยอมรับไม่ได้ เมื่อตรวจพบว่าลูกเป็นออทิสติกหรือสมาธิสั้น พ่อแม่มักไม่ยอมรับ แทนที่จะรีบทำการรักษา กลับพาลูกตระเวนตรวจไปตามโรงพยาบาลต่าง ๆ เพราะหวังว่าจะมีสักโรงพยาบาลที่จะบอกว่าลูกไม่ได้เป็นโรคนี้”

หากพ่อแม่ทำใจยอมรับกับคำว่า “ออทิสติก” และ “สมาธิสั้น” ไม่ได้ ก็อยากให้ทำใจยอมรับอาการของลูก พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจว่าลูกจะมีอาการอย่างไรบ้าง และต้องทำการรักษาอย่างไรบ้าง
เพราะพ่อแม่คือคนสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เด็กออทิสติกและสมาธิสั้นสามารถเรียนรู้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข...



ข้อมูลข่าวโดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์ ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550


สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมอ่านได้ที่เดลินิวส์ออนไลน์ออนไลน์......คลิกที่นี่ค่ะ.....



Posted by STY Staff/Thongpet/Yauvapa
Srithanya Hospital

Posted By: STY LIBRARY - Date : 23/2/2007

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Name*
Email*

ความคิดเห็น *

  Type the characters shown in image for verification.

Top  |   About Us  |   Guestbook  |   Webboard  |   News  |   Search

Library of Sritanya Hospital © 2003 | Mission | Contact WebMaster