| == แนะวิธีจัดการความโกรธ ช่วยรักษาสุขภาพ-สัมพันธภาพ(11/9/49) ===
|
แนะวิธีจัดการความโกรธ ช่วยรักษาสุขภาพ-สัมพันธภาพ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ความโกรธเป็นอารมณ์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่ง และทำร้ายร่างกายได้อย่างสาหัส การบริหารจัดการความโกรธต้องเริ่มที่การยอมรับว่าตนเองคือต้นเหตุของปัญหาและไม่โทษผู้อื่น
ดร.อลัน วัตกินส์ อาจารย์เกียรติคุณอาวุโส คณะประสาทและจิตวิทยา อิมพีเรียลคอลเลจ อังกฤษ กล่าวว่า คนทำงานเกือบครึ่งยอมรับว่าหัวเสียในที่ทำงานเป็นประจำ ขณะที่คนส่วนใหญ่ตกเป็นฝ่ายรองรับอารมณ์โกรธและได้พบเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ในที่ทำงาน คนที่ระเบิดอารมณ์ใส่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นคำพูด ทางร่างกายหรือทำลายข้าวของ จะมีระดับฮอร์โมนอะดรีนาลีนสูงมาก เสี่ยงเกิดความดันโลหิตสูง และหลังจากระเบิดอารมณ์ไปแล้วอาจรู้สึกดีขึ้น แต่ความเสียหายที่ตามมาคือสุขภาพของตนเอง หน้าที่การงานและสัมพันธภาพกับผู้อื่น
ดร.วัตกินส์ ยกตัวอย่างว่า ถนนคือที่ที่ผู้คนโมโหฉุนเฉียวมากที่สุด คนขับรถไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 พบเจอเหตุการณ์ที่สืบเนื่องมาจากความโกรธ และ 1 ใน 4 ยอมรับว่าบันดาลโทสะขณะขับรถ กลุ่มคนขี้โมโหส่วนใหญ่อายุ 25-30 ปี ขณะที่วัยรุ่นอายุ 16-24 ปี ราวครึ่งหนึ่งจะแสดงพฤติกรรมแย่ๆ หากแฟนแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นก่อน ส่วนคนอายุ 55 ปีขึ้นไปจะแก้แค้นเช่นนี้มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงขี้โมโหไม่แพ้กัน แต่จะแสดงความโมโหต่างกัน
ดร.วัตกินส์ แบ่งความโกรธเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ประเภทระเบิดอารมณ์ ประเภทเถียงคอเป็นเอ็น ประเภทชอบตัดสินวิจารณ์ผู้อื่น ประเภทนิ่งเฉยไม่ช่วยเหลือ ประเภทใจร้อนแบบวัยรุ่น และประเภทโกรธแล้วกิน
"การบริหารจัดการความโกรธแต่ละประเภทต้องเริ่มที่บุคคลผู้นั้นต้องยอมรับว่าตนเองคือต้นเหตุของปัญหาและไม่โทษผู้อื่น" ดร.วัตกินส์ แนะ
ข้อมูลข่าวโดยหนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 11 กันยายน 2549 ปีที่ 16 ฉบับที่ 5765 หน้า 24
สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติม อ่านได้ที่ข่าวสดออนไลน์......คลิกที่นี่ค่ะ.....
Posted by STY Staff/Kanchana Kerdmee
Srithanya Hospital
Posted By: STY Library - Date :
11/9/2006
|
|