| == ลิเธียมและคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ยา (17/5/49) ===
|
ลิเธียมและคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ยา
โดย งานการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ลิเธียมเป็นยาในกลุ่มปรับอารมณ์ ช่วยทำให้อารมณ์คงที่ ใช้ในการรักษาและป้องกันการเกิดซ้ำของโรคอารมณ์แปรปรวน การตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยแต่ละรายอาจจะแตกต่างกัน หากรับประทานยาสม่ำเสมอ อาการกำเริบซ้ำในครั้งต่อไปจะมีความรุนแรงน้อยกว่าเดิม หรือห่างขึ้นกว่าเดิม ในบางรายอาจไม่เป็นอีกเลย เหตุผลที่ต้องใช้ลิเธียมในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ ผู้รักษา ดังนั้นไม่ควรซื้อยานี้ใช้เอง
ลิเธียมจะเริ่มส่งผลต่อการรักษา เมื่อรับประทานยาติดต่อกัน 2 สัปดาห์และจะให้ผลดีเต็มที่เมื่อรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
ผลข้างเคียงจากลิเธียม อาการข้างเคียงที่อาจพบในช่วงแรกๆ ของการรับประทานยา
1. ปากแห้ง อาการเหล่านี้แก้ไขได้โดยการดื่มน้ำเปล่ามากๆ
2. กระหายน้ำบ่อย อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
3. ปัสสาวะมากขึ้นหรือบ่อยขึ้น
4. รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว คลื่นไส้ ปวดมวนท้อง ถ่ายเหลวเล็กน้อย
5. มือสั่นเล็กน้อยอาการนี้จะเป็นมากขึ้นถ้าร่างกายอ่อนเพลียตึงเครียด หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีสารกาเฟอีน เช่น น้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มประเภทโคล่า
6. ง่วงนอนเล็กน้อย
7. ในบางรายอาจมีสิวมากขึ้น
ข้อควรระวังสำหรับผู้ใช้ลิเธียม ต้องระวังไม่ให้เกิดภาวะลิเธียมเป็นพิษ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ หรือเสียเกลือแร่ไปมาก
อาการของลิเธียมเป็นพิษ ได้แก่ ซึม ง่วงนอนมาก รู้สึกไม่สบายมาก อ่อนแรง มือและขาสั่นมาก กล้ามเนื้อกระตุก อาเจียนหรือคลื่นไส้มาก มึนงงและสับสน ท้องเสียรุนแรง พูดไม่ชัด
ภาวะที่ส่งเสริมให้เกิดภาวะลิเธียมเป็นพิษ คือ ภาวะที่ร่างกายขาดน้ำหรือเสียเกลือ มีไข้สูง อาเจียน ท้องเสีย เหงื่อออกมาก เช่น อบเซาน่า กินอาหารที่มีเกลือน้อย กินอาหารลดความอ้วน หรือใช้ยาขับปัสสาวะ
ถ้ามีอาการข้างต้นนี้ ควรหยุดลิเธียมไว้ก่อน รีบปรึกษาแพทย์ทันที และมาพบแพทย์โดยด่วน พร้อมทั้งแก้ไขเบื้องต้นด้วยตนเอง คือ ดื่มน้ำมากๆ รับประทานเกลือเพิ่มขึ้น เช่น ดื่มน้ำเกลือ น้ำอัดลมใส่เกลือ
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับลิเธียม
1. ควรกินยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่ควรลดยาหรือหยุดยาเอง
2. ลิเธียมไม่ทำให้เกิดการติดยา
3. ถ้าลืมกินยามื้อหนึ่ง มื้อใด มื้อต่อไปให้กินขนาดปกติ อย่ากินเพิ่มในมื้อต่อไป
4. อาจต้องเจาะเลือดเพื่อหาระดับยาในเลือด โดยแพทย์จะพิจารณาเวลาเจาะเลือดที่ดีที่สุดคือ หลังกินยาลิเธียมมื้อสุดท้าย 12 ชั่วโมง ระดับยาที่ได้ผลดีในการรักษาอยู่ระหว่าง 0.8-1.2 Meq/L ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย
5. หญิงมีครรภ์และมารดาที่ให้นมบุตรไม่ควรใช้ยานี้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์
6. การกินลิเธียมไม่เป็นข้อห้าม ถ้าต้องการบริจาคโลหิต
7. สามารถใช้ลิเธียมร่วมกับยาอื่นๆได้ เช่น ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ยาลดไข้ แก้ปวด ยาบำรุง ยาแก้หวัด แก้ไอ คุมกำเนิด ยากันชัก ยารักษาเบาหวาน เป็นต้น มีเพียงยาขับปัสสาวะเท่านั้นที่ต้องระวังเมื่อจะใช้ร่วมกัน โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์
ข้อมูลข่าวโดยหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 หน้า 23
สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติม อ่านได้ที่ข่าวสดออนไลน์....คลิกที่นี่ค่ะ.....
Posted by STY Staff/Thongpet/Yuavapa
Srithanya Hospital Library
Posted By: STY Library - Date :
17/5/2006
|
|