== ระวังอันตราย ยาลดความอ้วน กดประสาท เคลิ้ม ใจสั่น สุดท้ายถึงตาย(19/12/48) ===
ระวังอันตราย ยาลดความอ้วน กดประสาท เคลิ้ม ใจสั่น สุดท้ายถึงตาย

“ความอ้วน” กับ “ผู้หญิง” ต้องถือว่าเป็นศัตรูกันอย่างถาวร แต่ยุคปัจจุบันท่านสุภาพบุรุษเองก็กลัวอ้วนไม่แพ้ไปกว่ากัน หนุ่มสาวทั้งหลายที่ไม่พอใจในรูปร่างตนเอง จึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะควบคุมน้ำหนักตัวเอง ยิ่งวิธีไหนที่ทำให้ผอมลงเร็วที่สุด ก็จะได้รับความนิยมมาก การใช้ยาลดความอ้วนจึงเป็น “ทางลัด” หนึ่งที่คนอ้วนเลือกใช้มากที่สุด เพราะเชื่อว่า “ซื้อง่าย ได้ผลเร็ว และไม่ยุ่งยาก” แต่ลืมนึกไปถึงผลร้ายหรือผลข้างเคียงที่จะตามมาจากการใช้ยาลดความอ้วน

ดังเช่นกรณีล่าสุดของว่าที่เจ้าบ่าวรายนี้คือ นายคณินท์ สวัสดิผล อายุ 30 ปี เป็นหัวหน้าสถานีอนามัยตำบลบ้านสิงห์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และเป็นเจ้าของร้านขายยา “คณินท์โอสถ” คุณคณินท์มีโครงการจะแต่งงานกับสาวคนรักในเร็ว ๆ นี้ แต่มีความกังวลกับความอ้วนของตัวเอง บ่นให้พ่อแม่ฟังอยู่ตลอดว่าอ้วนจนอึดอัด ประกอบกับอยากให้ตัวเองดูดีที่สุดในวันสำคัญ จึงเลือกทางลัดด้วยการเพียรพยายามทานยาลดความอ้วน ควบคู่กับเครื่องดื่มบำรุงกำลัง จนในที่สุดอดแต่งงานเพราะเสียชีวิตเสียก่อน ซึ่งในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่า หัวใจวายเพราะผลข้างเคียงของยาลดความอ้วน

หรืออีกกรณีหนึ่งในความพยายามที่จะลดความอ้วนจนกลายเป็นข่าวครึกโครมทางหน้าหนังสือพิมพ์เช่นกัน คือกรณีของ น.ส.ศิริภรณ์ มุ่ยมา หรือ “น้องกุ้ง” อายุ 17 ปี นักเรียนโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จ.เชียงใหม่ ที่เสียชีวิตจากการทำศัลยกรรมดูดไขมันที่คลินิกแห่งหนึ่ง ซึ่งจากการผ่าศพ พิสูจน์ของสถาบันนิติเวชพบว่า สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากเม็ดไขมันเล็ก ๆ กระจายไปตามเส้นเลือดอุดตันตามอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ส่งผลให้นายแพทย์เจ้าของคลินิกถูกแจ้งข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต และข้อหาใช้ยาเสื่อมคุณภาพ

ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แถลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า จากปัญหาการใช้ยาลดความอ้วนอย่างไม่เหมาะสม บางรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต สำนักงาน อย.จะเสนอมาตร การควบคุมการใช้ยาลดความอ้วนต่อที่ประชุม คณะกรรมการยา ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันยาลดความอ้วนที่นิยมใช้กันจัดอยู่ในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 2 เช่น แอมฟีปราโมน เฟนเตอมีน ซึ่งยากลุ่มนี้กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาทลดความอยากอาหาร ลดความถี่ของการรู้สึกหิว กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง พบผลข้างเคียงคือนอนไม่หลับ ไม่อยู่นิ่ง ปากแห้ง ท้องผูก เวียนศีรษะ วิตกกังวล เคลิ้มฝัน ปวดศีรษะ ตาพร่า ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

มักพบการใช้ยาเหล่านี้ร่วมกับยาขับปัสสาวะ ยาระบาย หากใช้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน จะกระตุ้นประสาทส่วนกลางทำให้เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ขับปัสสาวะ หัวใจเต้นเร็ว เกิดการเสริมฤทธิ์กันทำให้หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ นอนไม่หลับ การใช้ยาลดความอ้วนต้องคำนึงถึงการรักษาปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดร่วมไปด้วยคือ การรักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

“ในวันที่ 21 ธ.ค.จะประชุมคณะกรรมการยา โดยทาง อย. จะเสนอให้ที่ ประชุมพิจารณายกเลิกการใช้ยาแอมฟีปราโมน ยาเฟนเตอมีน เพราะในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาเลิกใช้ยา 2 ชนิดนี้เพื่อการลดความอ้วนแล้ว อาจลดจำนวนยาลดความอ้วนที่ให้โควตาคลินิกละ 2,000 เม็ดต่อเดือน จำกัดสถานพยาบาลที่จะสั่งยา เหล่านี้ หรือเพิ่มระเบียบกฎเกณฑ์ในการใช้ อาจกำหนดให้แพทย์บางสาขาสั่งจ่ายยานี้ เชื่อว่าการใช้ยาลดความอ้วนในประเทศไทยจะลดลง ผมย้ำเลยนะ ยาลดความอ้วนใช้ได้ผลช่วงสั้น ๆ แค่ 6 สัปดาห์ในการลดความอยากอาหาร หลังจากนั้นจะเกิดการดื้อยา ต้องใช้ยาเพิ่มขึ้น จนเกิดการติดยา” เลขาธิการ อย.กล่าว

ศ.ดร.ภักดี กล่าวต่อว่า จากมาตรการให้คลินิก สถานพยาบาลรายงานการใช้ยาลดความอ้วนต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ซึ่งได้รับมอบอำนาจจาก อย. พบว่าปี 2546 มีการใช้ยาลดความอ้วน 21,092,100 เม็ด ปีงบประมาณ 2547 จำนวน 16,359,700 เม็ด และปี 2548 จำนวน 16,199,100 เม็ด ซึ่งหากมีมาตรการคุมเข้มขึ้น การใช้ยาลดความอ้วนน่าจะลดลงอย่างชัดเจน ทั้งนี้ยังมียาอีกชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ลดความอ้วน คือ ยาไซบูทรามีน เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และขายเฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้น ต้องอยู่ภายใต้มาตรการติดตามความปลอดภัยในสถานพยาบาล แสดงให้เห็นว่ายาลดความอ้วนต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ทั้งสิ้น เนื่องจากหากใช้ไม่เหมาะสม อาจมีอันตรายถึงชีวิต

เลขาธิการ อย. กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมด่านอาหารและยาที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย พบว่ามีการลักลอบนำเข้าผลิต ภัณฑ์สุขภาพจากจีนมายังไทยจำนวนมาก พบตั้งแต่ยาลดความอ้วน ยาปลุกเซ็กซ์ อาหารเสริม วัคซีนไข้หวัดนก เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ถูกกฎหมาย จึงขอเตือนประชาชน หากจะซื้อผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศต้องมีฉลากภาษาไทย ได้รับการนำเข้าอย่างถูกกฎหมาย

ส่วนการลักลอบนำยาลดความอ้วน ยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ พบผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย ปากีสถาน ผู้ฝ่าฝืนผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออกวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000-500,000 บาท หากครอบครองหรือใช้ประโยชน์ ต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท

นอกจากนี้ ศ.ดร.ภักดี ยังกล่าวเตือนถึงกระแสนิยมการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และยาลดความอ้วนต่าง ๆ ผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ตว่า ผู้บริโภคควรใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา อย.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคจำนวนหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่โฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงว่าสามารถรักษาโรค หรือลดความอ้วนได้ ซึ่ง อย.เป็นห่วงเรื่องนี้มาก เพราะที่ จริงแล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอาหารประเภทหนึ่ง ที่ใช้รับประทานเสริมนอกเหนือจากอาหารหลักตามปกติ ซึ่งยังไม่มีข้อมูล ทางวิชาการที่จะยืนยันถึงผลการรักษาโรค และไม่ใช่อาหารควบคุมน้ำหนัก จึงขอให้ผู้บริโภคอย่าเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะสามารถรักษาโรค หรือลดความอ้วนได้

ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ขอให้ตรวจสอบฉลากให้ดีว่าผ่านการขออนุญาตจาก อย.แล้ว และขอให้เชื่อสรรพคุณเท่าที่ระบุบนฉลากเท่านั้น ทั้งนี้ อย.จะมีการตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่ออินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด หากผู้บริโภคสงสัยว่ามีการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางเว็บ ไซต์ที่โอ้อวดเกินจริง ก็สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย.1556 หรือโทรศัพท์ 0-2590-7354-5 เพื่อ อย.จะได้ตรวจสอบและหากพบการกระทำผิดจริงจะมีการดำเนินการตามกฎหมายทันที.

ข้อมูลข่าวโดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม 2548


สนใจข่าวเพิ่มเติมอ่านได้ที่เดลินิวส์ออนไลน์ ...….....คลิกที่นี่ค่ะ.....



Posted by STY Staff/Bungon/LA-ONG
Srithanya Hospital Library


Posted By: STY Library - Date : 19/12/2005

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Name*
Email*

ความคิดเห็น *

  Type the characters shown in image for verification.

Top  |   About Us  |   Guestbook  |   Webboard  |   News  |   Search

Library of Sritanya Hospital © 2003 | Mission | Contact WebMaster