| == ถอดปมปัญหา"วัยรุ่น" ใครกันแน่ที่ผูกเงื่อน(29/11/48) ===
|
ถอดปมปัญหา"วัยรุ่น" ใครกันแน่ที่ผูกเงื่อน
วัยรุ่นเป็นวัยแห่งปัญหาจริงหรือ หากย้อนกลับมามองให้ดีและลึกซึ้งแล้ววัยรุ่นทำตัวเป็นปัญหา หรือเป็นเพราะว่าผู้ใหญ่นั่นเองที่เป็นตัวขับดันให้วัยรุ่นสร้างปัญหา
เมื่อเร็วๆ นี้ ในงานวันมศว วิชาการ ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารวิจัยและการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีการบรรยายเรื่อง วัยรุ่น:วัยที่ต้องการห่อหุ้มด้วยความรักและเอื้อาทร โดยรศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า สังคมไทยมองปัญหาวัยรุ่นด้วยแนวคิดมายาคติ ซึ่งเป็นการมองปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริโภคนิยม ปัญหาการดื่มเบียร์ เหล้าสูบบุหรี่หรือยาเสพติดอื่น ปัญหาเพศภาวะหรือเทรนด์การแต่งตัว การใช้ยาลดความอ้วน ศัลยกรรมเสริมแต่งร่างกาย ล้วนแต่เป็นความรู้แบบเดิมๆ ที่นักวิชาการหรือคนที่สังคมยอมรับมักจะตอกย้ำสังคมด้วยความรู้แบบเดิมๆ ความรู้เหล่านี้ผลักภาระให้วัยรุ่นมานานแสนนาน ซึ่งถือเป็นการง่ายในการตัดสินใจปัญหา จะเห็นว่าการสร้างความรู้ชุดใหม่หรือทำความเข้าใจพร้อมจะเข้าถึงปัญหา สังคมไทยยังมองไม่ค่อยเห็น เพราะเราติดยึดกับมายาคติ หากคนในสังคมตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน รัฐบาลหรือแม้แต่นักวิชาการยังมองปัญหาด้วยมายาคติ ปัญหาวัยรุ่นไม่มีทางดีขึ้น เนื่องจากผู้ใหญ่ไม่เคยเข้าถึงและไม่เคยเข้าใจเด็ก เรามีแต่คำอธิบายว่าต้องทำตัวอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่บางครั้งไม่เคยบอกเหตุและผลที่ควรจะเป็นให้กับเด็กเลยแม้แต่น้อย
"วัยรุ่นมักมองผู้ใหญ่ว่าชอบบังคับเด็กโดยไม่มีเหตุผล หวาดกลัวหรือวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ พูดคุยแต่เรื่องน่าเบื่อ ไม่ทันสมัยโบราณ และไม่เคยเข้าใจ เมื่อวัยรุ่นมองผู้ใหญ่สายตาแบบหนึ่ง ผู้ใหญ่ก็มองวัยรุ่นแบบหนึ่ง มันจึงเกิดช่องว่าง ทุกวันนี้ปัญหาต่างๆ เรามักจะโยนไปที่วัยรุ่น โดยไม่เคยมองดูตัวเองเลย อยากถามว่าเราเคยนั่งอยู่ในใจเด็กแล้วหรือยัง ผู้ใหญ่มักใช้คำพูดที่ดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในตัววัยรุ่น เช่น แต่งตัวโป๊เพื่ออยากเชื้อเชิญผู้ชายให้มอง หรือประณามเด็กต่างๆ นานา อยากบอกว่าเลิกเสียทีในการใช้คำพูดที่ย่ำยีดูถูกศักดิ์ศรีในตัวพวกเขา มาช่วยกันเสริมสร้างพลังให้แก่วัยรุ่น อย่าใช้คำพูดเพื่อทำลายความเป็นตัวตนของวัยรุ่นอีกเลย เขาจะสูญเสียกำลังใจ ความเชื่อมั่นในตัวเอง ระเบียบวินัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระเบียบที่บ้านหรือที่โรงเรียนหากขาดเหตุผล ข้อเท็จจริงให้แก่พวกเขา ล้วนแล้วแต่เป็นกฎระเบียบที่ทำให้วัยรุ่นสูญเสียพลังในตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย การมองเด็กด้วยมายาคติจะไม่มีทางที่เราจะห่อหุ้มพวกเขาไว้ด้วยด้วยความรักและเอื้ออาทรได้เลย"
รศ.ดร.นภาภรณ์ กล่าวต่อว่า กระทรวงศึกษาธิการ หรือโรงเรียนใดๆ ก็ตามที่มีกฎระเบียบ ห้ามนั่นห้ามนี่ โดยบอกว่าเพื่อความมีวินัยจึงต้องตั้งกฎเรื่องทรงผม การแต่งกายขึ้นมา โดยครู หรือพ่อแม่ใช้อำนาจในฐานะเป็นผู้ปกครองลงโทษเด็ก จะทำให้เขายิ่งถอยห่างออกจากบ้านและโรงเรียน ช่องว่างระหว่างวัยรุ่นและผู้ใหญ่จะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ
กฎระเบียบหรือวินัยต่างๆ เป็นความรู้คนละชุดกับความรู้ที่วัยรุ่นมี ดังนั้นเขาจะไม่มีวันเข้าใจหากเราไม่ทำความเข้าใจความรู้ในชุดที่วัยรุ่นเขามีก่อนจะลงโทษหรือพิพากษา
"อยากเห็นนักวิชาการหรือนักวิจัยที่บอกว่าทำวิจัยเกี่ยวกับเด็กมองเด็กอย่างเข้าถึงซึ่งจะลึกกว่าการอธิบายหรือการเข้าใจเพียงอย่างเดียว ขอให้เลิกเป็นนักวิจัยที่ใช้มายาคติตัดสินเด็ก แต่เราต้องเป็นนักวิจัยที่ถอดรหัสความรู้ มายาคติเกี่ยวกับวัยรุ่นให้ได้ พร้อมกับยอมรับความหลากหลายในตัวตนของวัยรุ่น ต้องให้วัยรุ่นเป็นศูนย์กลางไม่ใช่ให้ผู้ใหญ่เป็นศูนย์กลาง ที่สำคัญต้องให้วัยรุ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ แม้ทุกวันนี้ในเมืองไทยจะมีนักวิจัยที่มองปัญหาวัยรุ่นด้วยมายาคติซึ่งมีจำนวนมาก แต่เชื่อว่าอำนาจแห่งความรู้ชุดใหม่ๆ ต้องเข้าไปแข่งขันกับกลุ่มที่มองปัญหาด้วยมายาคติ และต้องเผยแพร่ความรู้ที่ปราศจากภาพมายาคติให้มีจำนวนมากขึ้น ไม่เช่นนั้นปัญหาวัยรุ่นจะไม่มีทางแก้ไขได้เลย และจะนำไปสู่แนวทางที่เลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมูลข่าวโดยหนังสือพิมพ์ข่าวสดออนไลน์ วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2548 หน้า 31font>
สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติม อ่านได้ที่ข่าวสดออนไลน์ ...
.....คลิกที่นี่ค่ะ.....
Posted by STY Staff/Thongpet/Yauwapa
Srithanya Hospital Library.
Posted By: STY Library - Date :
29/11/2005
|
|