| == เมื่อ"อนาคตของชาติ" เป็น"โรคอ้วน"(3/8/48) ===
|
เมื่อ"อนาคตของชาติ" เป็น"โรคอ้วน"
ใครเลยจะคิดว่าเด็กที่อ้วนท้วมจ้ำม่ำ พุงยุ้ยๆ จะต้องประสบภัยจากภาวะโรคอ้วนคุกคาม ขนาดนอนหงายไม่ได้ เพราะหายใจไม่ออก จนต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์โดยด่วน มิฉะนั้นอาจอันตรายถึงชีวิตอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์
ภาวะโรคอ้วนคุกคามในเด็กถือเป็นอีกความเจ็บป่วยหนึ่ง ที่เกิดขึ้นโดยเด็กมักไม่รู้ตัว ผู้ปกครองเองก็มักเข้าใจผิดว่าความอ้วนเป็นเพียงบุคลิกภาพหนึ่งของเด็กมิได้ส่งผลต่อสุขภาพ ตรงกันข้ามกลับเป็นการแสดงให้เห็นว่าเด็กได้รับการเลี้ยงดูในเรื่องโภชนาการดี
น.พ.สุริยเดว ทริปาตี หรือ "หมอเดว" กุมารแพทย์ และโฆษกเครือข่ายรณรงค์เด็กไทยไม่กินหวาน เปิดเผยว่า ปกติแล้วผู้ปกครองมักจะไม่ทราบว่าบุตรหลานของตัวเองกำลังอยู่ในภาวะโรคอ้วนคุกคาม เนื่องจากไม่มีอาการอะไรแสดงออกมาอย่างชัดเจน บวกกับความเชื่อตั้งแต่อดีตว่าเด็กแข็งแรงคือเด็กที่ดูจ้ำม่ำ อ้วนท้วน
กว่าจะรู้ว่าเจ้าตัวอ้วนในครอบครัวประสบปัญหาโรคอ้วนก็ต่อเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นด้วยโรคภัยต่างๆ เช่น เป็นไข้ ท้องเสีย ปวดท้อง หรืออาการอื่นๆ นั่นเองแพทย์จึงตรวจพบว่าสาเหตุการเจ็บป่วยเหล่านั้นเกิดจากภาวะโรคอ้วน
ความเจ็บป่วยที่มักพบมากในเด็กที่อยู่ในภาวะอ้วน หรือน้ำหนักเกิน อันดับแรกและพบมากที่สุด มาด้วยอาการเจ็บป่วยโรคทั่วไป ได้แก่ ไข้หวัด ปวดท้อง ท้องเสีย ซึ่งผู้ปกครองคิดว่าเป็นอาการเจ็บป่วยปกติ แต่เมื่อมาพบแพทย์จึงทราบว่าเพราะความอ้วนทำให้เด็กเจ็บป่วย ซึ่งที่ผ่านมาผู้ปกครองยังไม่เห็นพิษภัย เนื่องจากขาดองค์ความรู้ทางด้านนี้ อันดับต่อมาคือการมาพบแพทย์เมื่อพบว่าเด็กมีอาการนอนกรน มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ และอันดับ 3 ที่พบมาก ได้แก่ การเริ่มปวดกระดูก ปวดข้อต่างๆ ซึ่งเป็นภาวะที่เด็กอ้วนหรือคนอ้วนมักจะเป็นบ่อยๆ
อาการเหล่านี้เป็นความเจ็บป่วยเริ่มต้น แต่หากยังปล่อยให้เด็กมีน้ำหนักเกินอยู่ต่อไป เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะมีภาวะเสี่ยงเข้าสู่โรคที่เป็นอันตรายร้ายแรงตามมาได้ อาทิ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น
"จากการตรวจเด็กที่มาตรวจโรคทั่วไป 24 คน พบว่ามีเด็กที่เป็นโรคอ้วน 6 คน และในจำนวนนี้ 3-4 คน พ่อแม่ไม่ทราบว่าลูกเป็นโรคอ้วน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของกรมอนามัยที่พบว่า เมื่อ 10 ปีก่อนพบเด็กอ้วนเพียงร้อยละ 5 แต่ขณะนี้พบถึงร้อยละ 15-20 ส่วนใหญ่คนไข้ที่มาหาจะไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะนอนหงายไม่ได้ มีอันตรายต่อชีวิต ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าแนวโน้มในอนาคตเด็กจะเป็นโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง และการรักษาต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และใช้เวลาเป็นเดือน เพื่อให้น้ำหนักลดลง" น.พ.สุริยเดวกล่าวถึงประสบการณ์จากการดูแลคนไข้ที่มารับการรักษาอาการป่วยที่มีสาเหตุจากความอ้วน
อย่างไรก็ตาม ภาวะโรคอ้วนที่เด็กไทยกำลังประสบอยู่ปัจจุบันมักจะเกิดขึ้นกับเด็กในระดับอนุบาล ระดับประถม เนื่องจากยังคงมีพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่เกินความจำเป็น
จากการสำรวจของกลุ่มผู้ทำการวิจัยเรื่องการติดของหวานในเด็ก พบว่า จากจำนวนเด็กอนุบาลทั้งหมด 2-3 ล้านคน มีเด็กอนุบาล 1 เป็นโรคอ้วนร้อยละ 67 และเพิ่มเป็นร้อยละ 80.6 เมื่ออยู่อนุบาล 3 ของนักเรียนทั้งหมด นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กอายุ 3-5 ขวบดื่มนมที่มีรสหวานร้อยละ 80.6 โดยร้อยละ 62 ชอบดื่มนมเปรี้ยว และร้อยละ 38.4 นมกล่องรสหวาน
นมเปรี้ยวหรือนมที่มีรสหวาน 1 กล่องมีน้ำตาลทราย 1-6 ช้อนชา ขนมปังนิ่มและขนมเค้ก 1 ชิ้น มีน้ำตาลทรายผสมถึง 6-12 ช้อนชา และน้ำที่เด็กนิยมดื่มกันคือ น้ำรสส้มและน้ำอัดลม ซึ่ง 1 กระป๋องมีน้ำตาลทรายปริมาณ 8-12 ช้อนชา ค่าเฉลี่ยแล้วเด็กจะได้รับน้ำตาลจากขนมวันละ 8 ช้อนชาต่อวันต่อคน ได้พลังงานจากน้ำตาลมีสัดส่วนร้อยละ 27 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับในแต่ละวัน ซึ่งมีปริมาณพลังงานที่ไม่มีประโยชน์และสูงเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนดถึงเกือบ 3 เท่า
น.พ.สุริยเดวให้คำแนะนำว่า การที่จะแก้ไขโรคอ้วนในเด็กที่สำคัญที่สุดคือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารเสียใหม่ โดยยกตัวอย่างการบริโภคนมของเด็กในวัยอนุบาล หรือกลุ่มที่ยังคงติดขวดนมในวัย 4-6 ปี จากที่เคยดูดนมขวดได้ตลอดคืน อิ่มแล้วก็นอน จนกระเพาะเกิดความเคยชินกับปริมาณอาหารที่มากๆ จะทำให้เกิดการสะสม อาจเป็นสาเหตุของโรคอ้วนได้ ในกรณีนี้ผู้ปกครองควรค่อยๆ ปรับพฤติกรรมการดื่มนมของเด็กเสียใหม่ โดยให้เด็กใช้วิธีดื่มนมจากแก้วแทนการดูดขวดนม จากเคยดื่มนมชนิดหวานก็เปลี่ยนเป็นนมชนิดจืดแทน อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง แต่จะส่งผลดีต่อสุขภาพของเด็กในอนาคต อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเปลี่ยนแปลง หรือลดปริมาณการบริโภคลงอย่างฮวบฮาบ เพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้
"ปกติแล้วเด็กที่อายุแก่เกิน 1 ปี อาหารหลักที่สำคัญคือสารอาหารต่างๆ ที่เป็นอาหารหลัก 3 มื้อ และมีนมเป็นอาหารเสริม แต่ปัจจุบันเด็กไทยบริโภคนมเกินไป ทำให้อาหาร 3 มื้อไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ได้รับประทานสารอาหารจำเป็นอื่นเท่าที่ร่างกายต้องการ และหากไม่ได้ออกกำลังกายจะทำให้เกิดการสะสม และรวมกับการรับประทานน้ำตาล จำพวกลูกอม ทำให้เป็นโรคอ้วนได้"
สำหรับการทำงานของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เพื่อลดอัตราการเป็นโรคอ้วนในเด็กนั้น น.พ.สุริยเดวกล่าวว่า ปัจจุบันเครือข่ายพยายามเข้าไปสร้างความเข้าใจในกลุ่มของโรงเรียน เพื่อให้ครูสอนให้เด็กเข้าใจในเรื่องของความสมดุลระหว่างน้ำหนักตัวและส่วนสูงของตัวเอง โดยการคำนวณดัชนีมวลกาย ไม่ใช่การท่องจำเพียงอย่างเดียว และยังเสนอให้ครูบันทึกน้ำหนัก ส่วนสูง พร้อมข้อความวิเคราะห์เรื่องน้ำหนักของเด็กลงไปในสมุดพกเพื่อให้ผู้ปกครองรับทราบด้วย แทนการบันทึกเพียงตัวเลขลงไปเท่านั้น
ทั้งนี้เมื่อเด็กทราบว่าตนเองกำลังจะเป็นเด็กอ้วน หรือมีน้ำหนักมากเกินไป ทั้งเด็กและผู้ปกครองจะได้ช่วยกันควบคุมดูแลสุขภาพร่างกายของเด็กไม่ให้กลายเป็นโรคอ้วน
ทางที่จะช่วยได้ดีที่สุดก็คือการหมั่นออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่พอดี ที่สำคัญไม่ควรรับประทานอาหารรสชาติหวานจนเกินไปนั่นเอง
ข้อมูลข่าวโดย ข่าวสดออนไลน์ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 2548
สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติม อ่านได้ที่ข่าวสดออนไลน์ ...
.....คลิกที่นี่ค่ะ.....
Posted by Thongpet Saboihom
Srithanya Hospital Library
Posted By: STY Library - Date :
3/8/2005
|
|