== ร่วมแชร์ ‘ความรุนแรง’ บนวิถีวัยรุ่นในโซเชียล เน็ตเวิร์ก ===
ร่วมแชร์ ‘ความรุนแรง’ บนวิถีวัยรุ่นในโซเชียล เน็ตเวิร์ก

กรณีคลิป ‘ตบแย่งผู้ชาย’ ที่นักเรียนหญิงรุ่นพี่ตบรุ่นน้อง ด้วยข้อหาแย่งแฟนที่ถือว่าแรงแล้วนั้น ไม่เพียงพอ...ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่เท่านั้น ยังเพิ่มดีกรีของความแรงไปอีกขั้น เมื่อในคลิปรุ่นน้องถึงขั้นก้มลงกราบแล้ว แต่รุ่นพี่แทนที่จะรามือ กลับเริ่มลงมือหวด รุนแรง และไม่หยุด

ท่ามกลางเสียงเชียร์ของกลุ่มวัยรุ่นในคลิป บ้างก็มีเสียงก่นด่า และท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียล เน็ตเวิร์ก และแชร์ส่งต่อ

แทบเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว เมื่อสื่อกระแสหลักนำภาพจากคลิปในเว็บไซต์ที่เป็นสื่อกระแสรองยกขึ้นมานำ เสนอ หากทว่านี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะเมื่อลองพิมพ์หาคลิปประเภทนี้ จำพวกนักเรียนตีกัน ท่าตี ท่าตบ คลิปจำพวกนี้ก็โผล่พรวดขึ้นมาอย่างมากมาย จนเลือกดูแทบไม่ถูก

จนถึงตอนนี้ แน่นอนว่าสำหรับใครบางคน ความรุนแรงลักษณะนี้ยังเป็นเรื่องน่าตกใจ แต่ทว่ากับภาพเหตุการณ์ที่มีออกมาให้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง หลายคนก็คงเริ่มคิดแล้วว่าเหตุการณ์แบบนี้มันเป็นเรื่องปกติ แม้ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม และดูเหมือนจะไม่มีใครห้ามปรามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

การกลั่นแกล้งกันของวัยรุ่นนั้น เกิดขึ้นอย่างเป็นเรื่องปกติ แน่นอนว่า มนุษย์ทุกคนต้องเคยตกอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์ทำนองนี้ ไม่ว่าจะในฐานะผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ หรือผู้ร่วมเหตุการณ์ ซึ่งแทบเป็นเรื่องปกติที่วัยรุ่นจะกลั่นแกล้งหรือเขม่นกัน

ต่อกรณีภาพคลิปที่เกิดขึ้นนั้น แน่นอนว่าส่วนหนึ่งคือภาพของการกลั่นแกล้ง แสดงความเหนือกว่าของฝ่ายหนึ่งต่ออีกฝ่าย ในมุมมองของ พญ.เบญจพร ปัญญายง ผู้ทรงคุณวุฒิประจำกรมสุขภาพจิต มองในมุมด้านจิตวิทยาวัยรุ่นว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘บุลลีลิง’ (bullying)

“หมายความว่า การทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเครียด กดดัน หรือข่มขู่ ซึ่งมีมานานแล้ว เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งตัวเด็กที่กระทำเองมีบุคลิกลักษณะที่ชอบใช้ความรุนแรง กลุ่มเพื่อนที่มีอิทธิพล ซึ่งในวัยรุ่นถือว่ามีอิทธิพลมาก หรือจะเป็นโรงเรียนที่ไม่ได้มีมาตรฐานในการแก้ไขเรื่องการกลั่นแกล้งกันใน โรงเรียน”

ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรงในวัยรุ่นคนหนึ่งนั้น สามารถแบ่งได้สองข้อใหญ่ๆ ด้วยกัน หนึ่ง - มาจากบุคลิกของตัวผู้กระทำเอง วัยรุ่นคนนั้นอาจเป็นคนมีอารมณ์ร้อน วู่วามมาตั้งแต่เกิด เป็นลักษณะของเด็กที่แตกต่างกันไป สอง - มาจากการเลี้ยงดู ครอบครัวและคนแวดล้อมใกล้ชิดใช้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรง ซึ่งส่วนมากแล้วมาจากการเลี้ยงดูมากกว่า

อีกปัจจัยหนึ่งที่หนีไม่พ้น ก็คือลักษณะของสมองในช่วงเติบโตของวัยรุ่นนั้น มีลักษณะที่จะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล โดยส่วนใหญ่กลุ่มเสี่ยงที่จะก่อเหตุการณ์นี้ก็คือพวกที่เรียกกันว่า ‘หัวโจก’ เป็นกลุ่มที่โดยบุคลิก หุนหันพลันแล่น เป็นลักษณะนิสัยที่ยอมไม่ได้ หยามไม่ได้ เป็นทั้งลักษณะของกลุ่ม และบุคลิกส่วนตัวของวัยรุ่นคนนั้นด้วย

“เพราะสมองส่วนที่เกี่ยวกับอารมณ์มันเติบโตมากกว่าส่วนของสมองส่วน หน้าที่เกี่ยวกับเหตุผล ทำให้เหตุผลกับอารมณ์มันไม่ไปด้วยกัน ฉะนั้นเวลาคิดว่าเสียหน้าแล้ววัยรุ่นก็จะกล้าทำอย่างเต็มที่ อย่างชนิดที่ว่า มองย้อนกลับมาแล้ว อาจจะคิดว่าทำอย่างนั้นไปได้อย่างไร สมองส่วนอารมณ์โตมากทำให้กล้าทำมาก ไม่ได้มองในแง่เหตุผล”

โดยความแตกต่างระหว่างวัยรุ่นชายกับวัยรุ่นหญิงนั้น จากพฤติกรรมการกระทำโดยทั่วไปลักษณะทางเพศของชายและหญิงก็มีส่วนที่แตกต่าง กันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการรักสวยรักงาม หรือการใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลของผู้หญิง

“เรื่องที่อ่อนไหวเป็นพิเศษของวัยรุ่นผู้หญิงก็คือเรื่องเพื่อน เรื่องการถูกปฏิเสธในการเข้ากลุ่ม วัยรุ่นจะรู้สึกไวกว่า และยิ่งเป็นผู้หญิงที่มีลักษณะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลอยู่แล้ว ก็อาจทำให้ยิ่งใช้อารมณ์มากขึ้นเข้าไปอีก”

ในส่วนของหนทางแก้ไขในมุมของจิตวิทยาวัยรุ่น ทุกวันนี้ก็มีการแก้ไขเยียวยาปัญหานี้อยู่ทั่วโลก เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้เสมอ วิธีหนึ่งที่ได้ผลคือการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ

“การแสดงละคร มันเป็นศาสตร์ที่ทำให้คนเราเข้าใจผู้อื่น ดังนั้นจึงจะมีการให้แสดงละครโดยให้คนที่แกล้งคนอื่นมาแสดงเป็นคนที่ถูก แกล้ง เพื่อให้รู้และเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายเพื่อเยียวยาปัญหาตรงนี้ แต่ก็ยังมีวิธีอื่น เช่น การให้ครูมาไกล่เกลี่ย ทั้งนี้โรงเรียนก็มองเห็นด้วยว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา ซึ่งแต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน เพราะบางที่ปัญหาแบบนี้ก็ไม่ได้มากมายนัก”

ภาพสะท้อนของสังคมในชั่วเสี้ยวคลิปนาที

สื่อเป็นภาพสะท้อนสังคม มาถึงตอนนี้คงไม่สามารถปฏิเสธคำพูดนี้ได้อีกต่อไป เพราะคลิปในสื่อตอนนี้เป็นคลิปที่สื่อโดยสังคม มาจากสังคม และอาจจะเพื่อสนองตอบความต้องการของสังคมเองด้วย

“เรื่องแบบนี้มันมีมานานแล้วแหละ แต่เด็กสมัยนี้แสดงออกกันมากขึ้น สมัยก่อนเขาเก็บความรู้สึกกันได้ดีกว่านี้ แต่จากสื่อที่มีให้เห็นประกอบกับสภาพสังคมที่แก่งแย่งแข่งขันมันทำให้คน แสดงออกความรู้สึกที่เก็บไว้ออกมา” รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงสาเหตุส่วนหนึ่งของพฤติกรรมก้าวร้าวที่เพิ่งเป็นข่าวบนหน้าสื่อกระแสหลัก

ซึ่งในประเด็นของการเผยแพร่ที่ทำได้ง่ายขึ้นนั้น วิทยากรมองว่า ยุคที่คนสามารถสร้างสื่อได้เองอย่างง่ายๆ เวลาวัยรุ่นทำอะไรแบบนี้ ก็จะถ่ายเก็บเอาไว้เพราะคิดว่ามันอาจจะเอาไปใช้อะไรได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะวัยรุ่นไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าละอายแต่อย่างใด ยิ่งทำให้รู้สึกว่าดูดีขึ้นด้วยซ้ำ ซึ่งคลิปเหล่านั้นสามารถสร้างผลกระทบที่ไม่ดีให้แก่สังคมได้ ถ้าหากเผยแพร่กันโดยไม่มีกระบวนการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

“และจากการที่มัน เผยแพร่ต่อไปได้ง่ายๆ ในวงกว้าง มันก็อาจจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตรงนี้สื่อกระแสหลักที่เอาเรื่องนี้มาขยายต่อเป็นข่าวก็ต้องทบทวนด้วยว่า การเผยแพร่ต่อนั้นมันสร้างผลกระทบที่ดีขึ้นหรือไม่ หรือถ้าจะมีการเผยแพร่ต่อ ก็ต้องมีการสอดแทรกและเสริมสร้างความเข้าใจมากขึ้นด้วย เพื่อให้คนที่เสพสื่อรู้ว่ามันถูกมันควรหรือไม่ มันเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไหม นอกเหนือไปจากความสนุกสนานของเนื้อข่าว”

โซเชียล เน็ตเวิร์ก เมื่อน้ำตาจะไหลขอแชร์นะ

ย้อนไปไกลกว่ายุคของโซเชียล มีเดีย ภาพวิดีโอของมนุษย์ผู้คนอื่นที่สะดุดล้ม ลื่นกลิ้งหกล้ม หรือโดยรวมๆ คือภาพวิดีโอของมนุษย์คนอื่นที่เดือดร้อนนั้นเคยเป็นที่นิยมในการเสพชมเพื่อ ความบันเทิงอยู่พักหนึ่ง ในรายการประเภทโฮมวิดีโอสนุกๆ จากทางบ้าน ด้วยว่าความนิยมของสื่อนั้น เกิดมาเพื่อสนองตอบความต้องการของมนุษย์

นี่เองที่เป็นข้อสังเกตของ วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ นัก เขียนผู้เชี่ยวชาญในเรื่องโซเซียล มีเดีย ต่อกรณีการถ่ายบันทึกและเผยแพร่คลิปที่มีเนื้อหาค่อนข้างรุนแรงเหล่านี้ ซึ่งล้วนสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคม

“มันกลายเป็นการตอบสนองสัญชาตญาณพื้นฐาน อย่างหนังเรื่อง ‘diary of the dead’ เป็นหนังซอมบี้ของ จอร์จ เอ โรเมโร่ ซึ่ง ทำมาหลายภาคแล้ว และจะสะท้อนปัญหาแต่ละยุคสมัย และภาคนี้มันสะท้อนยุคสมัยของปัจจุบันคือคนในหนังทุกคนใช้ยูทูบ ใช้โซเซียล เน็ตเวิร์ก พอมีเหตุการณ์ซอมบี้ขึ้นมา ทุกคนต่างก็แชร์ภาพซอมบี้เหมือนกับรู้สึกสนุกแล้วก็แชร์ คือภาพความโหดร้ายของซอมบี้ มันแพร่กระจายเร็วกว่าไวรัสซอมบี้เสียอีก ซึ่งมีอยู่ฉากหนึ่งที่ตัวละครคนหนึ่งพยายามถ่ายรูปเพื่อนที่กำลังโดนซอมบี้ รุมกินอยู่ มันเหมือนจะเสียดสีว่า ทุกคนเห็นคนกำลังจะตายแต่ไม่ได้ไปช่วยเขา เพราะทุกคนหยุดเพื่อที่จะถ่ายรูป เหตุผลก็เพื่อที่จะได้แชร์ต่อ”

จากยุคของโฮมวิดีโอทีวีที่ใครๆ ก็ส่งวิดีโอไปให้รายการทีวีเลือกเปิด มาถึงตอนนี้ใครๆ ก็เป็นคนเลือกวิดีโอของตัวเองแชร์ให้แก่ทุกคนได้ และทุกคนก็สามารถที่จะเลือกได้ว่าจะเสพรับสิ่งไหน

“มันก็เหมือนกับเราเป็นพิธีกรรายการทีวีสักรายการหนึ่ง แล้วรายการที่เราจะจัดคือรายการที่เป็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน แชร์ความเดือดร้อนของชาวบ้าน และหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเองหรือใครคนอื่น พยายามสร้างภาพตรงนั้นออกมา บอกได้เลยว่ามันไม่ใช่กระแสเพราะมันเป็นอะไรที่อยู่มาตั้งนานแล้วตั้งแต่พวก โฮมวิดีโอ พอมีอินเตอร์เน็ตมีช่องทางปุ๊บสื่อนี้ก็ถูกใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ความ รุนแรงได้มากขึ้น”

...........

หากวัยรุ่นเป็น ช่วงวัยอันแสนสับสน และยุคสมัยแห่งโซเชียล เน็ตเวิร์ก ข่าวสารข้อมูล ความสัมพันธ์ของมนุษย์แปรเปลี่ยนกันอย่างรวดเร็ว การรังแกกันของวัยรุ่น การตบกันในละครหลังข่าว ผลที่ตามมาของทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ หากจะให้นึกภาพ ก็ไม่แปลกที่จะออกมาเป็นภาพในคลิปที่เป็นข่าวออกมา

และมันก็คงเป็นอีกครั้งในหลายครั้งในชีวิต ที่มนุษย์เราจะเป็นใครสักคนในเหตุการณ์ทำนองนี้ ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ ผู้กระทำ ก็คงเป็นผู้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ หากทว่าทุกวันนี้ ผู้อยู่ร่วมในเหตุการณ์อาจมีจำนวนมากนับหมื่นถึงนับแสนวิว

แล้วเราจะเลือกอยู่ร่วมเหตุการณ์อย่างไรละ จะ ‘แชร์’ คลิปเหล่านี้เพื่อยืนยันการเป็นส่วนของผู้อยู่ในเหตุการณ์หรือจะ 'ช่วย’ ใส่ใจกับปัญหานี้เพื่อเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้นนี้


ข้อมูลข่าวโดยโดย ASTVผู้จัดการรายวัน 26 มีนาคม 2555 19:18 น


สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมอ่านได้ที่ASTVผู้จัดการรายวันคลิกที่นี่ค่ะ.....


Posted by STY Staffs/Thongpet S./Sirirat P./Kanchana K.
Srithanya Hospital Library

Posted By: STY Library - Date : 27/3/2012

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Name*
Email*

ความคิดเห็น *

  Type the characters shown in image for verification.

Top  |   About Us  |   Guestbook  |   Webboard  |   News  |   Search

Library of Sritanya Hospital © 2003 | Mission | Contact WebMaster