== ขจัดโรคซึมเศร้า แก้อารมณ์สองขั้ว ===
ขจัดโรคซึมเศร้า แก้อารมณ์สองขั้ว



จากข้อมูลของ น.พ.โกวิทย์ นพพร จิตแพทย์ โรงพยาบาลมนารมย์ ระบุว่า สถิติในสากล พบว่าปี 2546 โลกนี้มีคนเป็นโรคซึมเศร้า ร้อยละ 5-25 และประมาณร้อยละ 1-2 ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์

ในปี 2563 องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าโรคซึมเศร้าจะเป็นโรคที่ก่อให้เกิดการสูญเสียอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจ ทั้งนี้ ยังพบว่าผู้ที่เป็นโรคหัวใจมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าด้วย

จากสถิติข้างต้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรหันมาทำความรู้จักกับโรคนี้

น.พ.โกวิทย์ นพพร ให้ความรู้ว่า โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วเป็นโรคทางจิตเวช "ไบโพลาร์" เป็นโรคอารมณ์แปรปรวนชนิดหนึ่ง มาจากคำว่า "bi" แปลว่า สอง และ "polar" ที่แปลว่า ขั้ว รวมแล้วแปลว่าโรคสองขั้ว หมายถึงอารมณ์ที่ขึ้นลงผิดปกติ คือสุขมากเกินไปจนเข้าข่าย คึกคัก หรือ mania และทุกข์มากเกินไป จนเข้าข่ายซึมเศร้า หรือ depression

อารมณ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอารมณ์โกรธ เสียใจ แต่หมายถึง การแสดงออก สีหน้า พฤติกรรม ที่เกิดจากมุมมองที่มีต่อตนเอง มุมมองต่อผู้อื่น มุมมองต่อสิ่งแวด ล้อม และมุมมองต่ออนาคต

ลักษณะการแปรปรวนทางอารมณ์ของผู้ที่ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ น.พ. โกวิทย์ อธิบายว่า จะมีระดับการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ที่ผิดปกติ เป็นเวลานานๆ ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและคนรอบข้าง

ในขั้วที่มีสุขมาก ผู้ป่วยจะมีอาการครื้นเครง ก้าวร้าว หงุดหงิด เห็นคนอื่นแล้วไม่ถูกใจไปหมด ตัวเองถูกอยู่คนเดียว พูดมาก นั่งไม่นิ่ง มีพลังทางเพศสูง ความมั่นใจตัวเองสูง ความคิดบรรเจิด ตัดสินใจเร็ว ทำให้การยับยั้งชั่งใจไม่ค่อยดี

"กลุ่มนี้จะมีความคิดมีโปรเจ็กต์เยอะมาก บางคนถึงขนาดกู้หนี้ยืมสิน จะสร้างฟาร์มกวาง เลี้ยงกวาง ใช้เงินเก่ง ไม่มีสมาธิ เพราะว่าความคิดมันวิ่งเร็วมาก เปลี่ยนจากโปรเจ็กต์หนึ่งไปอีกโปรเจ็กต์หนึ่งได้อย่างเร็ว"

ส่วนอารมณ์ขั้วทุกข์ จะมีลักษณะซึมเศร้า หดหู่ ท้อแท้ เบื่อหน่ายกับชีวิต เฉยชา หงุดหงิด กังวล กินข้าวมื้อนี้ก็จะกังวลไปถึงมื้อหน้า มื้อหน้าจะมีกินไหม นอนไม่หลับ ไม่ค่อยเจริญอาหาร ไม่มีแรง รู้สึกไม่สบายต่างๆ นานา ชอบคิดว่าตัวเองเป็นโรคนั้นโรคนี้ รวมทั้งชอบคิดว่าตัวเองได้ทำอะไรผิด

"บางคนอาจจะบอกว่า ความคิดมันวนเวียนได้ยินเสียงข้างๆ หูเรื่อยๆ สมมติเอาสตางค์แม่ไปตอนเด็ก 50 สตางค์ ก็จะรู้สึกผิดมาก รู้สึกว่าจะต้องชดใช้กรรมตัวนี้ หนักๆ เข้า ก็เกิดความรู้สึกอยากตาย พวกนี้จะไม่มีสมาธิ สมองไม่ทำงาน หลายคนเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง บางคนไม่รู้ตัวเองว่าซึมเศร้า แต่มาหาหมอเพราะว่าเขาทำงานไม่ได้ ไม่มีสมาธิ เฉื่อยชา เปรียบเหมือนไฟตก แบตเตอรี่ไม่มี ไฟก็จะอ่อนลง หรี่ลงๆ เรื่อยๆ"

ลักษณะการดำเนินของโรคไบโพลาร์ อารมณ์ 2 ขั้ว จะมีลักษณะหลายแบบ คือขึ้นแล้วก็มีลง กลับไปกลับมา บางคนมีขึ้นอย่างเดียว ลงมาปกติแล้วก็ขึ้นใหม่ บางคนโชคร้ายหน่อย คือมีทั้ง 2 อย่าง คือมีทั้งขึ้นทั้งลงอยู่ในคนคนเดียวกัน ทั้งขึ้นทั้งลงจะมีระยะกลับมาปกติได้ อาจจะสั้นหรือยาวก็ได้

บางคนโชคดีอาจจะ 5 ปี 10 ปี คนที่โชคร้าย เพียง 1-2 สัปดาห์หรือไม่ก็เดือนหนึ่งจะเป็นอีก เช่น เศร้าแล้วก็หาย แล้วก็เศร้าและ หายอีก โรคนี้จะเป็นๆ หายๆ ได้ หรือแบบซึมเศร้าหนักแล้วก็อยู่อย่างนั้น อาจจะอยู่มาเป็นปีๆ จนลืมไปแล้วว่าอารมณ์ตัวเองเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่ นึกว่าอารมณ์นี้เป็นอารมณ์ปกติของตัวเอง ก็จะมองโลกในแง่ร้าย ไม่มั่นใจ

สาเหตุการเป็นโรคไบโพลาร์นั้น น.พ.โกวิทย์ อธิบายว่า ส่วนมากจะมุ่งไปที่ 3 ประเด็น คือ ด้านชีวภาพ จิตใจ และสิ่งแวดล้อม การศึกษาจากพันธุกรรมก็มีส่วน เช่น ลูกฝาแฝด ถ้าพ่อแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นก็มีโอกาสเป็น ร้อยละ 10 หากแฝดไข่ใบเดียว คนหนึ่งเป็น อีกคนจะเป็นได้ ร้อยละ 90 ถ้ากรณีแฝดไข่ 2 ใบ คนหนึ่งเป็น อีกคนมีโอกาสเป็นถึงร้อยละ 10-25

ยีนยังเป็นตัวสร้างรหัสที่ควบคุมปฏิกิริยาการตอบสนอง เพราะฉะนั้นคนที่มียีนผิดปกติ จะไวต่อสิ่งที่มากระตุ้นให้เกิดอาการซึมเศร้าเร็วขึ้น

จิตแพทย์ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นโรคไบโพลาร์ได้นั้น มีอยู่ 4 ข้อ หลักๆ คือ 1.มีญาติพี่น้องป่วยหรือเคยเป็นโรคไบโพลาร์ 2.คนที่มีความเครียดสูง 3.คนที่ติดยาหรือใช้สารเสพติด และ 4.บุคคลที่เกิดวิกฤตขึ้นในชีวิต

การป้องกันนั้น น.พ.โกวิทย์ กล่าวว่า มีทั้งการป้องกันเพื่อไม่ให้เป็นโรค และป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ โดยจะต้องให้ความเคร่งครัดเรื่องการใช้ยาทุกชนิดรวมถึงอาหารเสริม หมั่นสังเกตอาการต่างๆ ที่เข้าข่ายของโรค และควรหลีกเลี่ยงยาเสพติด การรับประทานยารักษาโรคอื่นๆ ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะยาบางตัวอาจมีผลต่อระดับสารเคมีในสมองได้

การรักษาสามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ เพราะต้นตอของโรครู้ได้ชัดว่าเกิดจากปัจจัยทางชีววิทยาทางด้านสารเคมีในสมอง เมื่อทราบว่าสารเคมีตัวไหนขาดหรือมีมากเกินไปแพทย์จะแก้ไขตรงจุดโดยให้ยาไปควบคุมสารเคมีตัวนั้นกับผู้ป่วย

นอกจากนั้น ยังอาศัยวิธีการรักษาด้วยการบำบัด เช่น จิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด กลุ่มบำบัด และครอบครัวบำบัด โดยแพทย์จะให้ความมั่นใจกับผู้ป่วยว่าถ้าหากมีวินัยในการรักษาและกินยาสม่ำเสมอจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

การเสริมสร้างกำลังใจเพื่อสู้กับโรคไบโพลาร์นั้น น.พ.โกวิทย์เน้นว่า ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ต้องสร้างเป้าหมายในชีวิต หมั่นรับกำลังใจจากคนใกล้ชิด ควรใช้เวลาทำกิจกรรมนันทนาการอยู่บ่อยๆ และต้องฝึกผ่อนคลายลดความเครียด เพราะเป็นวิธีที่ทำให้จัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น

โดยหลักการจะคล้ายๆ การนั่งสมาธิ แต่ไม่ได้เน้นว่านั่งสมาธิ เพราะสมาธิเราเน้นความสงบ แต่ฝึกผ่อนคลาย จะเน้นเรื่องสบายเนื้อสบายตัว เพราะเวลามีภาวะตึงเครียดร่างกายจะตอบสนองไปที่กล้ามเนื้อ ทำให้มีการเกร็งตัว การฝึกผ่อนคลายจะทำให้ลดอาการนั้นลงไปได้


ข้อมูลข่าวโดยหนังสือพิมพ์ข่าวสด ออนไลน์ วันที่ 18 มีนาคม 2554


สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมอ่านได้ที่ข่าวสดออนไลน์คลิกที่นี่ค่ะ. ....


Posted by STY Staffs/Thongpet S./Sirirat P./Bungon J.
Srithanya Hospital Library

Posted By: STY_LIbrary - Date : 18/3/2011

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Name*
Email*

ความคิดเห็น *

  Type the characters shown in image for verification.

Top  |   About Us  |   Guestbook  |   Webboard  |   News  |   Search

Library of Sritanya Hospital © 2003 | Mission | Contact WebMaster