== ไทยติดเอดส์ 1.1ล้านคน ถึงเวลาปรับเปลี่ยนทัศนคติผู้ชาย ===
ไทยติดเอดส์ 1.1ล้านคน ถึงเวลาปรับเปลี่ยนทัศนคติผู้ชาย


วันที่ 1 ธ.ค.ของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (United Nations - UN) กำหนดให้เป็น "วันเอดส์โลก" (WORLD AIDS DAY) ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุถึง สถานการณ์ผู้ติดเชื้อ เอชไอวี ( Human immunodeficiency virus) ทั่วโลก มีประมาณ 60 ล้านคน ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้วประมาณ 25 ล้านคน และ ยังมีชีวิตอยู่ 35 ล้านคน

สำหรับประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยเอดส์ ประมาณ 1.1 ล้านคน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 6.4 แสนคน และ ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 5.2 แสนคน โดยเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 10,853 ราย นั่นหมายความว่าจะมี

อัตราการติดเชื้อเฉลี่ย 30 คนต่อวัน ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงอยู่มาก

แม้ช่วงที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานเกี่ยวข้องจะ พยายามรณรงค์ให้ประชาชน ใช้

"ถุงยางอนามัย" เพื่อความปลอดภัย และ เพื่อลดการแพร่เชื้อ ทว่ากิจกรรมมากมายที่จัดขึ้น ดูประหนึ่งจะเป็น "การจุดไฟไหม้ฟาง" และ "เกาไม่ถูกที่คัน" เพราะปัจจุบันภาพรวมของผู้ติดป่วยเอดส์ ก็ไม่ได้มีจำนวนลดน้อยลงมากเท่าที่ควร

สุนีย์ ตาฬวัฒน์ ผู้ประสานงานโครงการ มูลนิธิรักษ์ไทย ให้ข้อมูลว่า จากการเก็บข้อมูลของเครือข่ายผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเชื้อ เอชไอวี / เอดส์ ในกลุ่มผู้ติดเชื้อ และองค์กรพัฒนาเอกชนอื่นๆ พบว่า ผู้ชายร้อยละ 88.5 ที่มาฝากครรภ์ร่วมกับภรรยา มั่นใจว่าจะไม่ติดเชื้อเอชไอวี ในอนาคต และมีอัตราการใช้ถุงยางอนามัย เพียงร้อยล่ะ 23.1 เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมาก ในขณะที่สัดส่วนการติดเชื้อของผู้หญิงนั้น ติดจากผู้ชายในคู่สมรส สูงถึงกว่าร้อยละ 40 ของอัตราการติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นการทำงานในเชิงป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมุ่งเน้นในการเปลี่ยนทัศนคติ และพฤติกรรมการยอมรับของผู้ชาย ต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยในคู่ประจำ ทั้งคู่สามีภรรยา คู่รัก และแฟน ให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

"แม้สถานการณ์ ผู้ติดเชื้อรายใหม่จะลดลง แต่ประเด็นสำคัญ คือหลายคนคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว ผู้หญิงไม่สำส่อน แต่ถ้าผู้ชายไปเที่ยวแล้วไม่ป้องกันก็มีโอกาสติดเชื้อ เรื่องแบบนี้มันไม่สามารถดูได้จากภายนอก เราอยากให้ผู้ชายมีบทบาทในการป้องกันมากขึ้น" เธอว่า

สุนีย์ ให้ข้อมูลว่า โครงการของรัฐที่ดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะงานด้านการป้องกันเอชไอวี ยังขาดการทำความเข้าใจกับสังคมในเรื่อง ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่ ผู้ชายมีเหนือผู้หญิง และผลกระทบต่อการท้องไม่พร้อม และการรับเชื้อของผู้หญิงจากคู่รัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนงาน หรือโครงการ ที่มุ่งเน้นการทำงานเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ และพฤติกรรมในกลุ่มผู้ชายโดยตรงยังมีน้อย หน่วยงานหลักที่ทำงานในเรื่องนี้ปัจจุบันยังมีไม่มากนัก และจากการสอบถามคนทั่วไป ที่มารับบริการฝากครรภ์พบว่า วิธีคุมกำเนิดที่คู่สมรสได้รับการแนะนำมากที่สุดคือ การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ร้อยล่ะ 68 ขณะที่การแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัย ยังมีน้อยกว่าครึ่ง คือเพียงร้อยล่ะ 48.3 ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า ผู้หญิงเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องเพศมากกว่าผู้ชาย

คงไม่ผิดนัก ถ้าจะกล่าวว่า ขั้นตอนสำคัญในการตัดวงจร การแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี น่าอยู่ที่การ ปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ชาย ให้หันมาใช้ "ถุงยางอนามัย" อย่างมีสำนึก และถูกวิธี เพราะผลจากการดำเนินกิจกรรมทางเพศด้วยความมักง่าย ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์ นับร้อย นับพันชีวิต ต้องตกเป็นเหยื่อ ติดเชื้อร้ายอย่างไม่อาจขัดขืน

เล็ก (นามสมมุติ) ผู้ติดเชื้อเอชไอวี อายุ 42 ปี เธอเป็นผู้หนึ่งที่ต้องติดเชื้อร้ายอย่างไม่อาจขัดขืนมาตั้งแต่ปี 2536 เพียงเพราะความมักง่ายของสามีที่ไปมีความสัมพันธ์สวาทกับหญิงอื่น โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ด้วยความที่ "คิดเอาเอง" ว่าไม่เสี่ยง ส่งผลให้วันนี้สามีของเธอต้องจากโลกนี้ไป ทิ้งให้เธอต้องยืนหยัดต่อสู้ ชีวิต และเลี้ยงลูกน้อยเพียงลำพัง

วิกฤตในชีวิตที่ผ่านมา ส่งผลให้เล็ก เอามันมาเป็นบทเรียน และ เข้ามาทำงานในเครือข่ายผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเชื้อ เอชไอวี / เอดส์ เธอช่วยถ่ายทอดประสบการณ์และเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยโรคเอดส์รายใหม่ในทุกครั้งที่มีโอกาส

"อย่ามองว่าเอดส์ มันอยู่ไกลตัวเรา แต่ว่าอยากให้ทุกคนมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่ถึงเวลาผู้หญิงรับผิดชอบตลอด ผู้หญิงยอมตลอด เพราผู้ชายมีอำนาจในการหยิบถุงยางขึ้นมาใช้ หรือไม่ใช้ก็ได้ ท้ายสุดถ้าสามีไม่ใส่ เราก็ต้องจำยอม ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นเรื่องของทุกคน แม้ตอนนี้คุณยังไม่ติดเชื้อ แต่ในอนาคตคุณจะติดหรือเปล่า มันบอกไม่ได้ มันเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องมารับผิดชอบร่วมกัน" เธอว่า

ใหญ่ (นามสมมุติ) วัย 39 ปี เครือข่ายผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเชื้อ เอชไอวี / เอดส์ ผู้ที่ติดเชื้อ เอชไอวี อีกคนที่นั่งข้างๆ กัน เสริมว่า การป้องกันเชื้อเอชไอวี ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบของตัวเอง ไม่ใช่ว่าจะโยนความรับผิดชอบไปให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง

ใหญ่ ติดเชื้อมาจากสามี ซึ่งไปมีสัมพันธ์สวาทกับหญิงบริการโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ สามีเธอ ไม่เคยใช้ถุงยางอนามัยเลย ในทุกๆครั้งที่ไปเที่ยว

"เรามีคู่คนเดียวไม่เคยคิดเลย แฟนเป็นคนที่ชอบเที่ยวผู้หญิงขายบริการ และเขาไม่เคยใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่ไปเที่ยวกลับมาจะเอากามโรคมาติดทุกครั้ง "

เธอ เล่าต่อว่า กระทั่งปี 2536 จึงรู้ว่าติดเชื้อเอชไอวี แต่เก็บงำความลับไว้เพียงลำพัง เพราะเกรงงว่า สามี จะรับกับเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นไม่ได้ กระทั่งต้นปี 2538 สามี เธอป่วยเป็นเชื้อราขึ้นสมอง จึงรู้ความจริงว่าเป็นเอดส์ มานานร่วม 2 ปีแล้ว ทว่าประเด็นที่น่าตกใจคือตลอด 2 ปี ที่ผ่านมา สามีของใหญ่ ไปเที่ยวหญิงบริการอย่างต่อเนื่อง และทุกครั้งเขาไม่เคยใช้ถุงยางอนามัยเลย นั่นหมายความว่าเขาเพียงคนเดียว ได้แพร่เชื้อร้ายไปสู่ผู้ที่ไม่ได้ป้องกันตัวนับร้อย นับพันชีวิต

"เราถามว่าเขาได้ป้องหันหรือไม่ เขาตอบว่าถ้าจะให้ป้องกันไม่ไปดีกว่า เขาพูดว่าเอดส์ไม่กลัว กลัวอด หลังจากรู้ตัวว่าติดเอดส์ เขาไม่กินยา ไม่ไปหาหมอตามนัด กินเหล้าหนัก เขาทำทุกอย่างให้ตายไวขึ้น และต่อมาเขาเสียชีวิตในปี 2538 นั่นเอง " เธอ บอกว่า ไม่ควรที่จะต้องมาเป็นเอดส์ เพราะเป็นเพียงแม่บ้านธรรมดา และมีคู่ครองคนเดียว

"โรคเอดส์" ไม่ได้เป็นปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง ทว่ามันคือปัญหาของทุกคนในสังคมที่ต้องช่วยกันระวัง ป้องกัน ยับยั้งเชื้อร้าย


ข้อมูลข่าวโดยหนังสือพิมพ์แนวหน้าออนไลน์วันที่ 1 ธันวาคม 2553


สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมอ่านได้ที่แนวหน้า ออนไลน์คลิกที่นี่ค่ะ.....


Posted by STY Staffs/Thongpet Sabaihom/La-oong Rodkhum
Srithanya Hospital Library

Posted By: STY_Library - Date : 1/12/2010

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Name*
Email*

ความคิดเห็น *

  Type the characters shown in image for verification.

Top  |   About Us  |   Guestbook  |   Webboard  |   News  |   Search

Library of Sritanya Hospital © 2003 | Mission | Contact WebMaster