หน้าหลัก   ถามตอบปัญหาสุขภาพจิต   คลังเทคโนโลยีด้านสุขภาพจิต   เกี่ยวกับกรมฯ
E-Government E-Services E-Information
header2
n00 images Links Links n01 images qTest รายงานและสถิติด้านสุขภาพจิต และจิตเวช Ebooks Abstract ข่าวและบทความด้านสุขภาพจิต และจิตเวช แบบทดสอบด้านสุขภาพจิต และจิตเวช
[ แบบประเมินการใช้งานเว็บไซต์กรมสุขภาพจิต

   เรื่อง : ความเครียด..บางอย่างที่คุณควรรู้(2)

ความเครียด บางอย่างที่คุณควรรู้ (2)

นายแพทย์ หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต



ในบทความคลายเครียดบางอย่างที่คุณควรรู้ ตอนที่แล้ว ได้พูดถึง ความเครียดที่พวกเราควรรู้จักไป 4-5 ประการแล้ว ก็อยากมาเพิ่มเติมต่ออีก โดยเฉพาะตัวเลขที่เกี่ยวกับความเครียด จากรายงานของสมาคมจิตวิทยาของอเมริกัน พบว่าในคน (อเมริกัน) ประมาณ 43 เปอร์เซ็นต์ จะมีภาวะสุขภาพจิตที่ไม่ดี ซึ่งเกิดจากผลของความเครียด และประมาณ 75-90 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ไปพบแพทย์ (คงหมายถึงผู้ป่วยไม่ใช่เพื่อนฝูงหรือภรรยาที่คอยไปพบ) ตามโรงพยาบาล มีอาการที่เกี่ยวข้องกับความเครียด (Stress-related complains) ซึ่งถ้านับเป็นการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ เช่น การเสียชั่วโมงทำงาน การขาดงาน ผลผลิตที่ได้ลดลงแล้ วามเครียดก่อให้เกิดการสูญเสียมากกว่า 300 ล้านเหรียญต่อปี (มากกว่า 12,000 ล้านบาท หรือประมาณหนึ่งในห้าของงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย)

ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ใดคิดคำนวณการสูญเสียทางเศรษฐกิจ หรือการเงิน เนื่องมาจากความเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคทางด้านสุขภาพจิต หรือความเครียด ซึ่งคิดค่อนข้างยากกว่าความเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย แต่ถ้าประมาณด้วยสายตา เมื่อพบผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลจิตเวชในต่างจังหวัด โดยเฉพาะทางภาคอีสานแล้วก็คงมากพอดู เพราะในการพาผู้ป่วย “โรคจิต” หรือ “ผีบ้า” 1 คน มาโรงพยาบาลจะมีญาติพี่น้องไม่ต่ำกว่า 5 คน หรือเท่าที่รถปิคอัพ 1 คันจะขนมาได้

กลับมาเรื่องของความเครียดอีกครั้ง เท่าที่มีการศึกษา เรื่องปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทยพบว่าในภาวะปกติ คนทั่ว ๆ ไป จะมีความรู้สึกเครียด หรือมีอาการในระดับปานกลาง และมากประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ของประชากร แต่หลังจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ (ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2540 ซึ่งประกาศลอยตัวค่าเงินบาท) เป็นต้นมา การสอบถามโดยใช้แบบสอบถามประชาชนทั่วไป จะรู้สึกเครียดมากขึ้นเป็น 40-60 เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่อาชีพ ซึ่งถ้าดูแล้วคนที่ไม่เครียด นอกจากเด็กที่ไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว ก็เห็นจะเป็นผู้ใหญ่ หรือคนแก่ที่สมองเสื่อม หรือไม่รับรู้อะไรแล้ว
มีบางท่านอาจจะคิดว่า ขนาดของปัญหาจะสัมพันธ์กับความเครียดที่เกิดขึ้น ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น เราอาจจะเห็นผู้ที่ติดหนี้ธนาคาร 3,000 ล้านบาท กินได้ นอนหลับ ในขณะที่ผู้ที่ถูกทวงเงินไม่กี่พันบาทมีอาการเครียดกินไม่ได้นอนไม่หลับ ดังนั้น คนที่จะเอาตัวรอดจากความเครียดได้ ต้องรู้จัก “จัดการ” กับความเครียดนั้น ซึ่งโดยความหมายแล้ว การ “จัดการ” ไม่ได้หมายความว่าให้เราขจัดความเครียดให้หมดไป แต่หมายถึงวิธีการที่เราจะอยู่กับความเครียดของเราให้ได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้

เมื่อคิดว่าเรากำลังเริ่มเครียด:

1. หยุดคิดสักครู่ หรือพยายามนึกถึงภาพสวย ๆ สถานที่สวย ๆ ที่เคยเห็นหรือเคยไปพบ บางครั้งเราไม่สามารถหนีจากสถานการณ์ หรือ ภาวะแวดล้อมไปได้ก็จะใช้ความคิดฝันให้เป็นประโยชน์เหมือนเพลง “To dream the impossible dream”

2. เมื่อหยุดคิด หรือหยุดความฟุ้งซ่านลงได้บ้างแล้วให้พยายามเรียงลำดับปัญหาตามความสำคัญอาจจะนั่งนึก หรือเขียนลงเป็นข้อ ๆ และค่อย ๆ คิดดูว่าปัญหาใด แก้ไขได้ ปัญหาใดต้องรอไว้ก่อน หรือปัญหาบางอย่างที่ไม่สามารถแก้ไขได้เลย คงต้องยอมรับขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหาของเราอย่างเป็นจริง

3. เมื่อเรียงลำดับปัญหาได้แล้วก็ต้องพยายามหากิจกรรมต่าง ๆ ทำที่ดีที่สุด คือ การออกำลังกาย เล่นกีฬาชนิดต่าง ๆ ที่ตนเองถนัด หรือพอเล่นได้ หรือทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้อื่น เช่น ไปเลี้ยงเด็กกำพร้า เลี้ยงอาหารผู้ป่วยสามัญ โดยเฉพาะตามโรงพยาบาลจิตเวชต่าง ๆ ที่ขาดแคลนคนเหลียวแล

4. หาเพื่อนหรือผู้ที่เราสามารถระบายความเครียดได้ เราอาจจะคุยกับญาติ พี่น้อง ครู พระ หรือผู้ที่สามารถรับฟังสิ่งที่เราวิตกกังวล และทำให้เครียด ถ้ายังรู้สึกว่ามีปัญหามากอาจจะไปพบผู้อื่นที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา (Counsellor) นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ สำหรับวิชาชีพหลังสุด อยากให้ไปพบในกรณีสุดท้าย เพราะอาจจะไม่มีเวลามากพอสำหรับท่านที่อยากระบายความเครียดนาน ๆ และแถมยังต้องเสียค่าใช้จ่ายตามกรณีอีกด้วย

5. ประการสุดท้ายหลังจากดำเนินการมาตามคำแนะนำต่าง ๆ แล้ว ก็คือ การปรับจิตใจของเรา (ซึ่งจะลดความตึงเครียดไปได้บ้างแล้ว) ให้รู้จักปรับเข้ากับปัญหายอมรับในสิ่งที่ยังแก้ไขไม่ได้ ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องเสียให้เต็มที่ไม่ต้องอายใคร (ควรจะทำกิจกรรมนี้ในที่ลับตาผู้คนเสียหน่อย) พยายามให้ความหวังกับตนเองและดูแลสุขภาพ การกินการนอนให้พอเพียง การใช้ยา “ระงับประสาท” หรือยา “คลายเครียด” อยากให้พิจารณาเมื่อมีอาการทางกายมากขึ้น หรือนอนไม่หลับจนไปทำงานทำการไม่ได้ เพราะยาเหล่านี้เพียงแต่ช่วยลดอาการวิตกกังวล หรือนอนไม่หลับจนไปทำงานทำการไม่ได้ เพราะยาเหล่านั้นเพียงแต่ช่วยลดอาการวิตกกังวล หรืออาการทางกาย เช่น ใจสั่น ปวดหัว หรือช่วยให้นอนหลับ เท่านั้น ความเครียดจะยังคงเป็นแขกประจำของท่านอยู่เสมอ ดังนั้น จึงควรจะอยู่กับความเครียดให้ได้ดีกว่าจะหลบหนีจากมันไป

*******************************************


ข้อมูลจาก: จิตเวชศาสตร์สำหรับประชาชน. เชียงใหม่: โรงพิมพ์นันทพันธ์, 2542.
Posted by DMH Staff.


ผู้แต่ง: นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ - dmhstaff@dmhthai.com - 28/12/2004

   ความคิดเห็นจากคุณ nana

น่าจะลองนำไปใช้ดู

  : beginkae@hotmail.com ::  6/10/2005 02:31

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Name*
Email*

ความคิดเห็น *

  พิมพ์คำว่ากันแสปมก่อนทำการส่งข้อมูลครับ.




DMH's Search:   
เว็บทั่วโลก  กรมสุขภาพจิต  ฐานข้อมูลวิจัย  ฐานข้อมูลการพยาบาลฯ
 บทความฯ  ข่าวฯ  e-books  สายด่วนสุขภาพจิต

©2011 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
เลขที่ 88/20 หมู่ 4 ถนนติวานนท์ 4 อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 Tel. 0-2149-5555-60. เครือข่ายมหาดไทย 821-8000
Visit Mirror Site : http://www.dmh.moph.go.th  Contact WebMaster เริ่มใช้หน้าเว็บ: July 25, 2554
3,501,537  Visitors Since August 01, 2002.

เงื่อนไขการให้บริการเว็บไซต์ : Website Policy : Privacy Policy : Website Security Policy
  :  


  <                     GES Survey Online   lawamendment

    ปฎิรูปกฏหมายไทย   กบข.   เว็บไซต์ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน></A>
  <A href=ข้อแนะนำการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน