งานสุขภาพจิตของประเทศไทยได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงและพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการอยู่เสมอ การดำเนินงานสุขภาพจิตในประเทศไทยอาจจะแบ่งตามลักษณะการเปลี่ยนแปลงได้เป็น 7 ยุค คือ 1. ยุคดั้งเดิม (Asylum) ( พ.ศ. 2432-2467 ) งานบริการสุขภาพจิตแต่เดิมแฝงอยู่กับบริการสุขภาพทั่วไป พิธีทางศาสนา กิจกรรม การปกครอง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการนำระบบบริการบำบัดรักษาแบบตะวันตกเข้ามาใช้ในประเทศ โดยมีการจัดตั้งโรงพยาบาล มีผู้รักษาและกระบวนการรักษา โรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกจึงเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2432 ชื่อว่า "โรงพยาบาลคนเสียจริต" ตั้งอยู่ที่ตำบลปากคลองสาน ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา สังกัดกรมพยาบาล กระทรวงธรรมการ การดูแลผู้ป่วยในระยะเริ่มแรกของโรงพยาบาลจิตเวชนั้น เป็นเช่นเดียวกับการดูแลผู้ป่วยระยะเริ่มแรกของต่างประเทศ คืออยู่ในรูปของการปกครองมากกว่าการรักษาพยาบาล และการรักษาพยาบาลก็เป็นไปในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง ผู้ป่วยถูกควบคุมกักขังและบางครั้งถูกทารุณ ผู้ป่วยจึงยังคงมีอาการอยู่และนับวันจะรุนแรงขึ้นในปี พ.ศ. 2448 โรงพยาบาลคนเสียจริตย้ายสังกัดไปขึ้นกับ กองแพทย์สุขาภิบาล กระทรวงนครบาล มี นายแพทย์ ไฮเอต (Hugh Campbell Highet) หัวหน้ากองแพทย์สุขาภิบาลเป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาลซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดูแลผู้ป่วยในทุกด้าน ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลในลักษณะการพยาบาล (Hospital care) ไม่ใช่การกักขัง (Asylum) และเป็น Moral treatment ผู้ป่วยได้รับการดูแลด้านสุขอนามัย ไม่ปล่อยให้เดินเปลือยกาย ผู้ดูแลพูดจาดีกับผู้ป่วย การตบตีผู้ป่วยได้รับโทษไล่ออกหรือลงโทษตามกฎหมาย ส่วนการรักษายังคงเป็นไปตามแพทย์แผนโบราณ ในยุคนี้จึงถือว่าเป็นยุคเริ่มแรกที่มีระบบของสถานบริการเข้ามาดูแลผู้ป่วยจิตเวช แทนการถูกทอดทิ้งหรือดูแลตามมีตามเกิดในชุมชน 2. ยุคโรงพยาบาลจิตเวชแผนใหม่ ( พ.ศ. 2468-2484 ) ในปี พ.ศ. 2468 โรงพยาบาลคนเสียจริต ย้ายสังกัดไปขึ้นอยู่กับ กองตรวจการบำบัดโรค กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ในปีนี้มีแพทย์ที่จบจากโรงเรียนแพทย์ของประเทศไทย ราชการจึงได้จัดระเบียบใหม่เลิกให้ชาวต่างชาติดำรงตำแหน่งต่างๆ หลวงวิเชียรแพทยาคมซึ่งขณะนั้นเป็นแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลกลางได้รับตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชคนแรกของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2472 หลวงวิเชียรแพทยาคมเป็นแพทย์ไทยคนแรกที่ได้รับทุนไปศึกษาวิชาโรคจิต (Psychiatry) ณ สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 2 ปี หลังจากกลับมา ท่านได้เปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลคนเสียจริตเป็นโรงพยาบาลโรคจิต ธนบุรี เพื่อแก้ไขการตั้งข้อรังเกียจของประชาชน และได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญที่ได้รับมาพัฒนาในด้านวิชาการ และการพัฒนาบุคลากร อันเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตและจิตเวชในยุคต่อมา ในด้านวิชาการท่านได้เผยแพร่ความรู้ ทางจิตเวชศาสตร์ สุขภาพจิตและจิตวิทยา ในรูปแบบต่างๆ เช่น การบรรยาย การสอน ปาฐกถา การทัศนาจรเพื่อการศึกษา ท่านได้นำเครื่องมือตรวจเชาวน์ปัญญาของแสตนด์ฟอร์ด บิเน่ ( Standford-Benet)เข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นคนแรก นอกจากนี้ท่านได้เขียนหนังสือเรื่อง "วิธีตรวจโรคจิตต์และหลักวินิจฉัยโรคจิตต์โดยย่อ" ซึ่งเป็นตำราจิตเวชเล่มแรกสำหรับแพทย์ทั่วไป ในด้านการพัฒนาบุคลากรได้ส่งเสริมให้แพทย์ไปศึกษาฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ มีการบรรจุวิชาโรคจิตเข้าในหลักสูตรการสอนของมหาวิทยาลัยที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มีการพัฒนาบุคลากรในโรงพยาบาลให้มีความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ การพยาบาล และการผ่าตัดรวมทั้งการอบรมด้านจริยธรรม ส่วนการบำบัดรักษาในช่วงนี้ยังคงใช้ยาตำราหลวงเนื่องจากไม่มียารักษาผู้ป่วยจิตเวชโดยเฉพาะยาที่ใช้มาก ได้แก่ พาราลดีไฮด์ ( Paraldehyde) บาบิทอล ( Barbital) และไฮออสซีน (Hyoscine) นอกจากนี้ยังมีการรักษาแบบโคลด์แพค (Cold Pack) เมตราโซลช็อค (Metrazol shock) และอินซูลินช็อค ( Insulin shock) การบริหารงานในยุคนี้ได้มีการสร้างโรงพยาบาลจิตเวชตามภาคต่างๆ เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยให้เพียงพอและทั่วถึง โรงพยาบาลจิตเวชที่สร้างในยุคนี้ ได้แก่ โรงพยาบาลโรคจิตภาคใต้ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลโรคจิตภาคเหนือ อำเภอเมืองจังหวัดลำปาง ซึ่งต่อมาเห็นว่าที่ตั้งห่างไกลจากชุมชน จึงย้ายไปที่จังหวัดเชียงใหม่ใช้ชื่อว่า "โรงพยาบาลสวนปรุง" และโรงพยาบาลศรีธัญญา อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เมื่องานสุขภาพจิตครบ 50 ปี ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการสำนักงานและกรม ในกระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ 12) ให้จัดตั้งกองสุขภาพจิต ในกรมสาธารณสุข โดยแบ่งส่วนราชการเป็น 3 แผนก คือ แผนกกลาง แผนกบำบัดโรคจิตต์ และแผนกสุขวิทยาจิตต์ โดยมีหลวงวิเชียรแพทยาคมเป็นหัวหน้ากองคนแรก 3. ยุคของงานสุขภาพจิต ( พ.ศ. 2485-2503 ) ในปี พ.ศ. 2485 ได้มีการจัดตั้งกระทรวงสาธารณสุข และได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมการแพทย์ขึ้น โอนงานสุขภาพจิตและโรงพยาบาลจิตเวชจากกองสุขภาพจิตเดิมมาสังกัดกองโรงพยาบาลโรคจิต ควบคุมโรงพยาบาลจิตเวช 5 แห่ง ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อให้เป็นมงคลนามคือ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา (โรงพยาบาลโรคจิต ธนบุรี) โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลสวนปรุง จังหวัดเชียงใหม่ โรงพยาบาลศรีธัญญา จังหวัดนนทบุรี และโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จังหวัดอุบลราชธานี ถึงแม้จะมีบริการบำบัดรักษาอย่างกว้างขวาง โรงพยาบาลจิตเวชก็ไม่สามารถรองรับ ผู้ป่วยจิตเวชที่มีจำนวนมากขึ้นได้ นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ซึ่งเป็นทั้งผู้อำนวยการกองโรงพยาบาลโรคจิตและผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาในขณะนั้น จึงได้มีความคิดริเริ่มที่จะดำเนินงานด้านส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของประชาชนเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยจิตเวช ประกอบกับในปี พ.ศ. 2494 องค์การอนามัยโลกได้ส่งผู้เชี่ยวชาญ มาสำรวจสภาวะสุขภาพจิตในประเทศไทย และได้เสนอรายงานต่อรัฐบาลให้จัดตั้งบริการแนะแนวปัญหาจิตใจเด็กและเยาวชนขึ้น เป็นศูนย์กลางของงานการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้ยังได้เตรียมบุคคลากรโดยส่งแพทย์ไปศึกษาวิชาสุขวิทยาจิตและกุมารจิตเวชศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา 1 คน ศึกษาวิชาจิตวิทยาคลินิก 1 คนและสาขาวิชาสังคมสงเคราะห์จิตเวชอีก 1 คน เมื่อครบทีมดำเนินการจึงเปิดให้บริการคลินิกสุขวิทยาจิต ณ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ต่อมาได้มีการขยายสาขาไปสี่มุมเมืองเพื่อให้บริการแบบผู้ป่วยนอก และมีการจัดตั้งศูนย์สุขวิทยาจิต ถนนพระรามหก กรุงเทพฯ เพื่อเป็นสำนักงานกลาง ต่อมากำลังเจ้าหน้าที่จำกัดทำให้ในปี พ.ศ. 2513 ต้องปิดบริการศูนย์อื่นๆ คงไว้เพียงศูนย์สุขวิทยาจิตแห่งนี้ สำหรับการบำบัดรักษาในช่วงนี้ได้มีการนำเทคนิคการรักษาใหม่ๆจากตะวันตกเข้ามา เช่น การบำบัดด้วยยากล่อมประสาท จิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด ดำเนินการโดยทีมงานสุขภาพจิตซึ่งประกอบด้วย จิตแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก พยาบาลจิตเวช นักสังคมสงเคราะห์จิตเวช ปี พ.ศ. 2498 เริ่มมีการอบรมแพทย์หลังปริญญา หลักสูตรจิตเวชศาสตร์ เป็นครั้งแรก ณ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์และสุขภาพจิต ปลายยุคนี้ได้มีการก่อตั้งสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งองค์กรเอกชนแห่งแรกที่เข้ามามีบทบาทในงานสุขภาพจิตและจิตเวช โดยดำเนินการด้านวิชาการและเผยแพร่ความรู้สุขภาพจิตแก่ประชาชน 4. ยุคแรกเริ่มงานสุขภาพจิตชุมชน ( พ.ศ. 2504-2514 ) เป็นช่วงที่รัฐบาลเริ่มกำหนดให้มีการดำเนินการ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504-2509) ซึ่งงานสุขภาพจิตปรากฏในรูปของ "โครงการโรงพยาบาลโรคจิต" โดยเป็น 1 ใน 22 โครงการของการพัฒนาสาธารณสุข โครงการนี้ประกอบด้วยการขยายและปรับปรุงการดำเนินงานด้านต่างๆ ในปี พ.ศ. 2507 ได้มีแนวคิดในการดำเนินงานสุขภาพจิตชุมชนที่เป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก โดย นายแพทย์สกนธ์ โสภโณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนสราญรมยในขณะนั้น ได้จัดให้มีหน่วยจิตเวชเคลื่อนที่ออกบริการประชาชนในเขตจังหวัดภาคใต้ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกในการตรวจรักษา การจัดบริการก็เป็นไปอย่างทั่วถึง และยังสามารถช่วยบำบัดรักษาผู้ที่ป่วยเสียตั้งแต่แรกเริ่มอีกด้วย ในด้านของการพัฒนาบริการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวช ได้มีการริเริ่มบริการใหม่ๆ เช่น การก่อตั้งโรงพยาบาลกลางวัน ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา การให้การรักษาแบบ Milieu Therapy ซึ่งเป็นการรักษาโดยใช้สิ่งแวดล้อม การสร้างหมู่บ้านพักฟื้นที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ซึ่งดำเนินการตามหลักการของบ้านกึ่งวิถี (Half-way House) ที่ต้องการให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตที่ถูกต้อง มีงานทำและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ก่อนกลับบ้าน ต่อมาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510-2514) งานสุขภาพจิตปรากฏอยู่ในรูปของ "โครงการปรับปรุงโรงพยาบาลโรคจิตและโรคทางประสาท" และ "โครงการจัดตั้งแผนกจิตเวชในโรงพยาบาลทั่วไป" ซึ่งในปี พ.ศ. 2511 ได้มีการเปิดศูนย์วิจัยประสาทเชียงใหม่ เป็นสาขาของโรงพยาบาลสถาบันประสาทวิทยาในส่วนภูมิภาค ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ ในปีเดียวกันได้มีการก่อสร้างโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น และเปิดแผนกจิตเวชในโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี ต่อมาได้ขยายไปเปิดที่โรงพยาบาลสระบุรี และโรงพยาบาลยะลา ในปี พ.ศ. 2514 ได้มีการดำเนินงานสุขภาพจิตชุมชนต่อเนื่อง โดยมีการจัดตั้งศูนย์สุขภาพจิตชุมชนชัยนาท เพื่อให้บริการสุขภาพจิตเข้าถึงระดับชุมชน และเปิดศูนย์สุขภาพจิตเคลื่อนที่กลาง ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนด้านบริหารและวิชาการในการออกหน่วยจิตเวชเคลื่อนที่ตามภาคต่างๆโดยมีการดำเนินงานต่อเนื่องจนกระทั่งปี พ.ศ. 2526 ได้ยุติการดำเนินงานในรูปแบบนี้ ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นศูนย์พัฒนาเด็กปัญญาอ่อน โรงพยาบาลราชานุกูล ในช่วงปลายของยุคนี้ งานสุขภาพจิตอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกองสุขภาพจิต กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีโรงพยาบาลและศูนย์ในสังกัด 22 หน่วย มีกำลังบุคลากร 4 พันกว่าคนและได้รับงบประมาณถึงปีละ 80 ล้านบาท 5. ยุคของการผสมผสานงานสุขภาพจิตเข้ากับระบบบริการสาธารณสุข (พ.ศ. 2515-2524 ) เป็นช่วงของแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515-2519) และ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) ในแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515-2519) งานสุขภาพจิตปรากฏอยู่ในด้านนโยบายการพัฒนาสาธารณสุข ให้ความสำคัญกับงานด้านจิตเวชและสุขภาพจิตชุมชน โครงการที่สำคัญคือ โครงการพัฒนาสุขภาพจิตชุมชน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะปรับปรุงบริการสุขภาพจิตชุมชนให้มีคุณภาพและครอบคลุมประชากร โดยอาศัยหน่วยบริการสาธารณสุขในชุมชนคือ สถานีอนามัย และฝ่ายจิตเวชในโรงพยาบาลทั่วไป ช่วยคัดกรองผู้ป่วยหรือส่งต่อไปยังศูนย์สุขภาพจิตชุมชน และโรงพยาบาลจิตเวช จนการให้บริการครบวงจรตามลำดับ แต่มีข้อขัดข้องในด้านการบริหารจัดการทำให้โครงการนี้ไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ในแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 - 2524) บริการสุขภาพจิตชุมชน ถือเป็นเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งในเป้าหมายการสาธารณสุข 11 ประการ ซึ่งมุ่งเน้นที่การผสมผสานงานสุขภาพจิตเข้ากับระบบบริการสาธารณสุขทั่วไป กล่าวคือ เป็นการจัดระบบให้ประชาชนสามารถรับบริการสุขภาพจิตจากสถานบริการในท้องถิ่นตนเอง เช่น โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โดยไม่ต้องไปขอรับบริการที่โรงพยาบาลจิตเวชซึ่งมีจำนวนจำกัด ส่วนหน่วยงานทางด้านสุขภาพจิตจะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนทางวิชาการ การจัดบริการเช่นนี้ทำให้ประชาชนได้รับบริการสะดวกขึ้น และระบบบริการสาธารณสุขซึ่งเคยจัดบริการแต่เพียงสุขภาพกายเริ่มตระหนักในการให้บริการสุขภาพที่ต้องรวมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ในปี พ.ศ. 2517 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา โรงพยาบาลศรีธัญญา โรงพยาบาลราชานุกูล โรงพยาบาลประสาท ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง ขึ้นตรงกับกรมการแพทย์ กองสุขภาพจิตจึงมีหน่วยงานในสังกัดเหลือเพียง 12 แห่ง 6. ยุคของการสาธารณสุขมูลฐาน ( พ.ศ. 2525-2534 ) ในแผนพัฒนาสาธารณสุขแห่งชาติ ตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) งานสุขภาพจิตปรากฏเป็นแผนงานสุขภาพจิต ดำเนินการโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการสาธารณสุขเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ครอบคลุมประชากรและให้การสนับสนุนงานสาธารณสุขมูลฐาน ทั้งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2521 ได้มีการประชุมนานาชาติ ที่เมืองอัลมา อตา สหภาพโซเวียตและมีการประกาศใช้กลวิธีการสาธารณสุขแบบใหม่ คือ การสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งกลวิธีนี้มีเป้าหมายให้ประชากรทั่วโลกมีสุขภาพดีถ้วนหน้าภายในปี พ.ศ. 2543 และได้รวมถึงการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตไว้เป็นองค์ประกอบหนึ่งด้วย ในปี พ.ศ. 2522 จึงได้มีการนำกลวิธีสาธารณสุขมูลฐานมาทดลองใช้ โดยจัดทำเป็นโครงการทดลองที่จังหวัดอุบลราชธานี และอีก 2 ปีต่อมาจึงได้จัดทำโครงการผสมผสานงานสุขภาพจิตกับงานสาธารณสุขมูลฐานที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งโครงการนี้ประสบผลสำเร็จด้วยดี และได้พัฒนารูปแบบ ขยายพื้นที่การดำเนินงานเป็นโครงการสุขภาพจิตชุมชน ในแผนพัฒนาการสาธารณสุขแห่งชาติ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530-2534) 7. ยุคของงานส่งเสริมป้องกัน ( พ.ศ. 2535-ปัจจุบัน ) งานสุขภาพจิตปรากฏเป็น แผนงานสุขภาพจิต ในแผนพัฒนาการสาธารณสุข ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพจิตใจของประชาชนให้มีคุณภาพ และสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วม สามารถพึ่งตนเองและดูแลช่วยเหลือกันในด้านสุขภาพจิต กลวิธีการดำเนินการจึงมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตเชิงรุกโดยการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาคุณภาพจิตใจกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เช่น การพัฒนาทักษะชีวิตแก่นักเรียนระดับต่างๆ ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และสื่อมวลชนในการเผยแพร่ความรู้สุขภาพจิตแก่ประชาชนทั้งในเขตเมืองและชนบท กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง ทั้งในเวลาปกติ และกรณีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตของประชาชน เพื่อให้บังเกิดผลในทางเสริมสร้างสมรรถภาพจิตใจและยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ประชาชน ในด้านการบริการได้มีการพัฒนาบริการสุขภาพจิตในระบบบริการสาธารณสุข ด้วยการสนับสนุนทางวิชาการ เช่น ปรับปรุงเนื้อหาความรู้ จัดทำคู่มือปฏิบัติงาน สนับสนุนให้สถานบริการมีการค้นหาผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องโดยครอบครัวและชุมชน ในส่วนของโรงพยาบาลจิตเวช ได้มีการปรับปรุงคุณภาพให้สามารถจัดบริการได้อย่างครบวงจร นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องของการให้บริการปรึกษาแก่ผู้ป่วยโรคเอดส์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เริ่มทวีความรุนแรงในขณะนั้น ในปี พ.ศ. 2536 ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กรที่สำคัญ กล่าวคือ มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสถาบันสุขภาพจิต ยกฐานะให้กองสุขภาพจิตเป็นสถาบันสุขภาพจิต มีฐานะเทียบเท่ากรม ขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุข ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 ได้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสถาบันสุขภาพจิต และมีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขขึ้นแทน ประกอบด้วยหน่วยงานระดับกอง 12 หน่วย แผนพัฒนาการสาธารณสุข ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 - 2544) ได้กำหนดเป้าหมายของงานสุขภาพจิตให้ลดการเกิดปัญหาสุขภาพจิต พัฒนาคุณภาพการให้บริการ และให้ประชาชนได้พึ่งพาตนเองรวมทั้งมีส่วนร่วมในด้านสาธารณสุข ในการดำเนินงานจึงมุ่งเน้นให้ประชาชนทั้งระดับบุคคล ครอบครัวและสถาบันต่างๆ ได้มีภูมิคุ้มกันต่อปัญหาสุขภาพจิต ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ และวิธีการในการดูแลสุขภาพจิตตนเอง ครอบครัวและชุมชน เช่น โครงการพัฒนาแกนนำครอบครัว โครงการส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุ นอกจากนี้การดำเนินงานยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มด้อยโอกาส เช่น เด็กและเยาวชนในสถานพินิจ ด้วย ในด้านวิชาการ ได้มีการนำกระบวนการวิจัยและพัฒนามาใช้ ในการจัดทำเทคโนโลยีสุขภาพจิตทั้งด้านการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมทั้งพัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในด้านของการให้บริการได้มีการขยายความครอบคลุมของการให้บริการ โดยการจัดตั้งสถานบริการจิตเวชเพิ่มขึ้น และส่งเสริมให้มีการดูแลผู้ป่วยในครอบครัวและชุมชน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาคุณภาพของบริการ โดยพัฒนาคุณภาพบริการสุขภาพจิตและจิตเวชให้ได้มาตรฐาน เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางที่สามารถให้การสนับสนุนสถานบริการสาธารณสุขได้ โดยสรุปแล้ว การดำเนินงานสุขภาพจิตที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงทั้งปริมาณ และคุณภาพในด้านวิชาการ บริการ และการบริหารจัดการ มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยประสานความร่วมมือทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพจิตของตนเองและครอบครัว การพัฒนาสุขภาพจิตจะก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตที่ดีในที่สุด