เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

บทความด้านสุขภาพจิต

ว่าด้วยคุณภาพชีวิต 5 ประการ

ว่าด้วยคุณภาพชีวิต 5 ประการ

เรื่อง พศิน อินทรวงศ์

1.ด้านจิตใจ

1.1 มีความฉลาดทางธรรม รู้อุบายใจที่ทำให้ละความคิดในเชิงอกุศลได้เร็ว ทำให้เป็นคนมีกำลังใจที่ดี เข็มแข็ง ไม่จิตตกง่าย

1.2 มีปัญญาแยบคาย เล็งเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ ไม่หลงยึดวัตถุ ผู้คนและความรู้สึกของตนว่ามั่นคงถาวร

1.3 สามารถกำหนดจิตให้มีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำได้

1.4 รู้จักจุดอ่อนและจุดแข็งของตนเองระวังกิเลสฝ่ายต่ำ เพิ่มพูนความดีที่มีให้ขยับขยายยิ่งๆขึ้นไป

1.5 กำหนดจิตว่างจากความคิดเพื่อผ่อนคลายได้เป็นปกติ

2.ด้านร่างกาย

2.1 มีปัจจัย 4 เพียงพอแก่ตน ไม่อดยาก ไม่ลำบากยากไร้

2.2 กินดื่มอาหารมีคุณภาพ ออกกำลังกายเป็นปกติ อยู่ในสถานที่อากาศถ่ายเท นอนหลับเต็มตื่น ขับถ่ายสะดวก มีเพศสัมพันธ์ตามความเหมาะสมในกรอบศีลธรรมจรรยา

2.3 มีความประณีต ใส่ใจในสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เป็นวิถีชีวิตประจำวัน

2.4 ได้ปรุงอาหารด้วยตนเองบ้าง กินอาหารเป็นยารักษาโรค รู้ถึงความสำคัญและที่มาที่ไปของอาหารที่เรากิน

2.5 มีความสุขกับการปัดกวาดเช็ดถูล้างจาน ทำสิ่งเหล่านี้เสมอๆ เพื่อให้บ้านสะอาดและน่าอยู่

3.ความสัมพันธ์

3.1 พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รักได้ตามปกติ เปิดใจรับฟัง ไม่ปิดกั้นด้วยความเห็นที่แตกต่าง

3.2 มีโอกาสใช้เวลาร่วมกันเสมอๆ

3.3 รู้สึกอบอุ่นใจว่ามีใครบางคนอยู่เคียงข้างในยามสุขและทุกข์

3.4 ได้ทำสิ่งดีๆ ให้คนที่รัก

3.5 รับรู้ถึงความสุขเมื่อเห็นคนที่รักมีความสุข

4.การงาน

4.1 มีความสุขและภูมิใจในงานที่ทำ ตื่นมาทุกเช้าด้วยความคิดที่จะพัฒนาและปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้น

4.2 รับรู้ได้ว่างานของเรามีคุณค่าต่อผู้อื่น แม้เป็นส่วนเล็กๆ แต่ก็รู้สึกมีความหมายกับโลกใบนี้

4.3 สุขใจขณะที่ลงมือทำ

4.4 สามารถเลี้ยงดูชีวิตตนเองและครอบครัวได้

4.5 ระยะเวลาที่ทำและความเชี่ยวชาญในงานมีมูลค่าในตัวของมันเอง

4.6 ยิ่งทำงาน ความเห็นแก่ตัวยิ่งน้อยลง

5.รางวัลชีวิต

5.1 มีโอกาสได้ทำสิ่งที่รักโดยไม่คิดถึงเงินทองเป็นตัวตั้ง

5.2 ได้ช่วยเหลือผู้อื่นและสังคมในจุดที่เราพอจะทำได้ รู้สึกว่าชีวิตมีประโยชน์กับผู้อื่น

5.3 เบียดเบียนโลกน้อย ไม่ใช้ทรัพยากรโลกอย่างฟุ่มเฟือยใช้อย่างพอดีๆ

5.4 แผ่ความรู้สึกดีๆ ให้คนรอบข้างและสังคมอยู่เสมอ รู้สึกโชคดีที่ได้เกิดมา รู้สึกยินดีกับสิ่งดีๆ ในชีวิตของผู้อื่น

5.5 ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า ไม่เสียดายชีวิตเมื่อวันสุดท้ายมาถึง

แม้ใครก็ตามที่ทำได้หรือใกล้เคียง ก็ให้ดีใจได้เลยว่าเราเองก็มีชีวิตที่มีคุณภาพตามสมควร ชีวิตไม่ได้มีเพียงด้านเดียว แต่มีหลากหลายมิติที่ต้องดูแลเพื่อให้เกิดสมดุล สมดุลนี้เป็นสมดุลทั้งภายนอกและภายใน ดูแลชีวิตของท่านให้ดี ดูแลทุกๆมิติของชีวิตให้ดี ค่อยๆทำ ค่อยๆฝึกฝนลงมือ สิ่งเหล่านี้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไป สำหรับคนที่รักและปรารถนาดีกับตนเอง

10 ข้อคิด อยู่กับชีวิตตามจริงตามที่มันเป็น

1. สัมผัสลมหายใจเข้าออก

รับรู้ถึงปราณชีวิตภายใน ดังนายทวารผู้เฝ้าประตู ใครเข้าให้รู้ ใครออกให้รู้ ลมหายใจของเรามีทั้งสั้นยาวและหนักเบา รับรู้ได้ย่อมเกิดความสงบเล็กๆ เป็นพื้นฐานให้สติปัญญางอกงาม

2. ยิ้มให้ตนเองอย่างไร้เงื่อนไข

ดังพระพุทธรูป ยิ้มน้อยๆด้วยความเบิกบาน รื่นรมย์ มิจำเป็นต้องมีเรื่องราวดีๆเราก็ยิ้มได้ เพราะชีวิตคือสิ่งดีงามในตนเอง ชีวิตงดงามไร้เงื่อนไข มีแต่เราเท่านั้นที่สร้างเงื่อนไขให้ชีวิตมากมาย เงื่อนไขชีวิตมิใช่อะไรอื่น คือกำแพงสูงใหญ่เพื่อขังตัวเอง

3. ถอดรองเท้าแล้วเดิน

ให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดินทราย รับรู้ถึงพลังของโลกทั้งใบ ทรายละเอียดอย่างไร ความเย็นและความร้อนของสิ่งที่เหยียบย่าง สำรวจด้วยใจว่างๆ ทำเช่นนี้เสมอๆด้วยใจผ่อนคลาย

จะรับรู้ได้ถึงความพิเศษอัศจรรย์ของความละเอียดในการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว

4. บ้านของเรามิใช่เพียงบ้านเรือนที่เราครอบครองในโฉนดที่ดิน

ทว่าคือทุกสิ่งทั้งหมด ท้องฟ้า ภูเขา ดอกไม้ ล้วนเป็นของสรรพสิ่งจงไว้วางใจว่าเราคือส่วนหนึ่ง เรามิได้เป็นอื่น ไม่มีสอง สาม สี่ แต่คือหนึ่งเดียวกันทั้งหมด คิดเช่นนี้เราจะกลายเป็นผู้ร่ำรวย ไม่ยากจน ไม่ต้องเป็นไปอย่างผู้ขาดแคลน

5. ยืน เดิน นั่ง นอน ให้รู้สึกถึงกายเคลื่อนไหว

รับรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งรอบตัวซึ่งสอดประสานกับการเคลื่อนไหวของเรา กายความคิด และโลกเป็นคนละส่วน แต่ทำงานร่วมกัน จงตระหนักถึงแต่ละส่วนในลักษณะปัจเจก และตระหนักถึงการหล่อหลอมเป็นกลุ่มเป็นก้อนในลักษณะแห่งเอกภาพ เราเห็นความเกี่ยวข้อง แต่เราก็ไม่ปฏิเสธถึงการแยกส่วน เรียกว่ารู้กฎแห่งความจริงโดยรอบสูงสุด

6. ความคิดผุดพรายดังเม็ดฝน

หากเฝ้าสังเกตเบาๆ ย่อมเห็นความคิดไหวๆเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่าผูกใจเป็นสรณะ เพราะความคิดผุดขึ้นไปๆมาๆ ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ความคิดเป็นมายาเกิดและดับโดยธรรมชาติ เห็นบ่อยๆ จึงเบื่อหน่ายคลายวาง

7. ความโกรธดังสายฟ้าฟาด

เร็วและแรง ความกังวลดังภาวะแผ่นดินไหว เขย่าให้ชีวิตโคลงเคลง ความเหงาเศร้าดังผืนทรายดูดในท้องทะเลทรายเวิ้งว้าง มันค่อยๆกลืนกินอย่างช้าๆ ยากยิ่งรู้ตัว อารมณ์ความรู้สึกหลากหลาย มีคุณสมบัติแตกต่าง จงตะหนักศึกษาอยู่เสมอให้เชี่ยวชาญ เมื่อรู้ธรรมชาติพื้นๆของอารมณ์แต่ละชนิด ย่อมตระหนักรับมือได้ ไม่ตกเป็นทาส

8. ผู้คนเดินสวนไปมาล้วนมีภูมิหลังฝังใจ

หล่อหลอมให้เขาเป็นไป กำเนิดการกระทำ มองคนควรมองให้ขาด อย่ามองเพียงฉาก แต่จงเห็นเบื้องหลัง ทะลุถึงชีวิตและการเลี้ยงดูวัยเยาว์ตราบปัจจุบันกาล ด้วยปัญญารอบ มิใช่มองเพียงส่วนเดียวหรือด้วยความฉลาดแบบโลกๆ ที่สำคัญคือมองแบบฉาบเคลือบด้วยเมตตา จึงเห็นว่าทุกคนล้วนอ่อนแอและมีบาดแผลปกปิดความเจ็บช้ำด้วยความกลัว ความโกรธ และความสิ้นหวัง เห็นเช่นนี้ได้จะคิดอภัยคน ไม่คิดแค้นเคืองใคร ไฟแผ่ความร้อน น้ำแผ่ความเย็น แก่นแกนเช่นไร กระแสซึ่งแผ่ ขยายย่อมทิศทางเดียวกัน น้อมใจให้อ่อนโยน ให้ความอ่อนโยนกลายเป็นแก่นกลางวิญญาณ เพื่อกระแสชีวิตแห่งเราจะแผ่สัมผัสผู้คนรอบข้างด้วยความเมตตา เปลี่ยนแปลงภายนอกยังมิใช่กระแส ค่อยๆเปลี่ยนแปลงภายในจึงค่อยๆ สร้างกระแสใหม่ได้ ศูนย์กลางใจเป็นความโลภ โกรธ หลง แม้กิริยาภายนอกงดงามก็เป็นของปลอม ไม่เพียรนัก แต่ก็ไม่พักเลย ฝึกตนปรับใจให้ถึงแก่นกลางวิญญาณ

9. ดีใจหรือเสียใจให้เป็นไปกลางๆ

พอดีๆ ดีใจหรือเสียใจสู้ความสงบใจไม่ได้ ความสงบไร้สีสัน ไม่ใช่ขาว ไม่ใช่ดำ เพียงตระหนัก รับรู้ ไม่เข้าไปเป็นอะไรต่อมิอะไร เห็นว่าดีใจ ก็เพียงดีใจ แต่ไร้ผู้ดีใจ เห็นว่าเสียใจก็เพียงเสียใจ แต่ไร้ผู้เสียใจ ห้ามความคิดสุดทางเป็นไปไม่ได้ แต่เฝ้าเห็นสังเกตความไม่จริงของความคิดจนสุดท้ายเป็นไปได้ ความคิดเป็นเพียงเงากระจก เหมือนของจริง แต่ไร้ตัวตนและจับต้องไม่ได้เลย

10. ชีวิตคนเราแสนสั้น แต่สำคัญ

มีทั้งสุขและทุกข์เปลี่ยนผ่านหาความแน่นอนได้เพียงสิ่งเดียวคือชีวิตไม่แน่นอนแน่ๆ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะสายน้ำย่อมไหลเรื่อยไปเช่นนั้นก็ถูกต้องแล้ว น้ำนิ่งย่อมเป็นน้ำตาย น้ำตายก็ย่อมดื่มกินไม่ได้ เมื่อดื่มกินไม่ได้ย่อมไร้ชีวิต สิ่งไร้ชีวิตแข็งทื่อ ไร้ความยืดหยุ่นนี่คือความตาย ความเปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่ให้ชีวิตและให้ชีวา ชีวิตคือลมหายใจ ชีวาคือความหมายที่เรายังหายใจอยู่ ขอจงมีชีวิตอยู่ด้วยความสุขสนุกสนานดังเด็กน้อยในสวนดอกไม้ไม่มีสิ่งใดเลวร้ายที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นจะนำเราไปสู่เส้นทางอันดีงามเสมอ

ขอเธอจงเชื่อมั่น หนักแน่นในใจ อย่าได้หวั่นไหว หวาดกลัว...

นิตยสารชีวจิต ฉบับที่ 557 ปีที่ 24 16 ธันวาคม 2564

17 มกราคม 2565

By STY/Lib

Views, 364