เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

ข้อควรรู้ก่อนเลือก “ฉีดวัคซีนโควิดนักเรียน” ในปี 2564/2021

ข้อควรรู้ก่อนเลือก “ฉีดวัคซีนโควิดนักเรียน” ในปี 2564/2021

การฉีดวัคซีนโควิดให้แก่นักเรียน ดูจะเป็นทางออกให้เด็กไปโรงเรียนได้ในสถานการณ์โควิดช่วงปีการศึกษาหน้า อย่างไรก็ดี ข้อควรระวังของวัคซีนที่จะนำมาใช้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็เป็นที่เฝ้าระวังด้านความปลอดภัยของสาธารณสุขทั่วโลก

เด็กนักเรียนที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด “ซิโนฟาร์ม-ไฟเซอร์” ควรรู้อะไรบ้าง

ปัจจุบัน “วัคซีนซิโนฟาร์ม” และ “วัคซีนโควิดไฟเซอร์” กำลังจะเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มเด็กนักเรียนไทย ดังนี้

กลุ่มที่ 1 : เด็กนักเรียนที่จะได้รับ “วัคซีนโควิดซิโนฟาร์ม”

เด็กนักเรียนอายุ 10-18 ปีที่จะเข้ารับวัคซีนโควิดซิโนฟาร์มจากวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทางโรงเรียนจะลงทะเบียนผ่าน เว็บไซต์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในวันที่ 8 กันยายน 2564 เพื่อเข้ารับการฉีดโดย “โรงพยาบาลจุฬาภรณ์”ในวันที่ 20 กันยายน 2564 ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนตัวเลือกซิโนฟาร์ม ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ บมจ. โทรคมนาคม อาคาร 9 ถนนแจ้งวัฒนะ

โดยทางสถาบันการศึกษาเป็นผู้ยื่นความประสงค์จัดสรรวัคซีนให้กับนักเรียน ในการเปิดรอบโครงการ VACC 2 School นี้จะมีเด็กนักเรียนจำนวน 50,000 คน ที่ได้รับการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม และคาดว่าจะเปิดรอบต่อไปในอนาคต

กลุ่มที่ 2 : เด็กนักเรียนที่จะได้รับ “วัคซีนโควิดไฟเซอร์”

ศูนย์ข้อมูล COVID-19 กรมประชาสัมพันธ์เผยแผนไทม์ไลน์การฉีดวัคซีนโควิดไฟเซอร์ให้แก่เด็กนักเรียนไทยในช่วงเดือนตุลาคม 2564 ดังนี้

10-17 กันยายน 2564 : โรงเรียนและสถานศึกษาเตรียมรายชื่อและจำนวนนักเรียน

17-22 กันยายน 2564 : โรงเรียนและสถานศึกษาทำความเข้าใจและให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครอง

21-24 กันยายน 2564 : โรงเรียนและสถานศึกษาเชิญผู้ปกครองแจ้งความประสงค์ให้นักเรียนเข้ารับวัคซีนไฟเซอร์

25 กันยายน 2564 : โรงเรียนและสถานศึกษานำส่งบัญชีรายชื่อนักเรียนที่จะรับไฟเซอร์ส่ง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)

28-30 กันยายน 2564 : ศธจ. วางแผนและกำหนดการฉีดวัคซีนรายโรงเรียน

1 ตุลาคม 2564 : โรงเรียนและสถานศึกษารับทราบกำหนดการฉีดวัคซีนและจัดเตรียมสถานที่

4 ตุลาคม 2564 : เริ่มการฉีดวัคซีนแก่เด็กนักเรียน

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิดเด็กนักเรียน

แม้จะมีทางเลือกถึง 2 วัคซีน แต่ทาง ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำวัคซีนที่จะฉีดแก่เด็กอายุ 12 ปี ควรเป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองจาก อย. เท่านั้น ซึ่งตามประกาศ ณ วันที่ 7 กันยายน 2564 มีเพียงชนิดเดียวคือ วัคซีน mRNA ของ Pfizer-BioNTech

จากประกาศฉบับนี้มุ่งเน้นถึงความปลอดภัยของเด็กในช่วงอายุที่กำลังเติบโต คลิกดูประกาศ “คำแนะนำการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กและวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป (ฉบับที่ 2)” ได้ที่นี่

ผู้ปกครองควรให้เด็กนักเรียนเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดหรือไม่?

เนื่องจากวัคซีนโควิดเป็นเรื่องใหม่ของวงการการแพทย์ทั่วโลก บริษัทต่างๆ ที่ศึกษาวิจัยวัคซีน ยังคงเดินหน้าเก็บข้อมูลความปลอดภัยเมื่อใช้วัคซีนกับเด็ก แต่ข้อควรระวังที่ศึกษากันอยู่ คือผลต่อการเติบโต และสุขภาพของเด็กในอนาคต ผู้ปกครองควรพิจารณาเลือกวัคซีนดังนี้

1. บุตรหลานของท่าน อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่

แม้จะมีผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นตามการระบาด แต่ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรงและมีอัตราเสียชีวิตน้อย ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเด็กติดเชื้อเสียชีวิตมักมาจากโรคประจำตัวเรื้อรัง ดังนั้นหากต้องการให้บุตรหลานอายุ 12 ปี ขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด ควรพิจารณาตามปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรครุนแรง ดังนี้

1. เด็กที่มีดัชนีมวลกาย BMI = 35 หรือเด็กอายุ 12-13 ที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัมขึ้นไป และเด็กอายุ 13-15 ปี ที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัมขึ้นไป และเด็กอายุ 15-18 ปี ที่มีน้ำหนัก 90 กิโลกรัมขึ้นไป เนื่องจากเมื่อติดเชื้อโควิด-19 รุนแรงแล้วอาจเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น

2. เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคหอบหืดปานกลางถึงรุนแรง

3. เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

4. เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคไตวายเรื้อรัง

5. เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ

6. เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน

7. เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคทางพันธุกรรม รวมทั้งกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม และภาวะระบบประสาทบกพร่องอย่างรุนแรง และเด็กที่มีพัฒนาการช้า

2. ควรเลือกฉีดวัคซีนให้กับลูกหลานอายุเท่าไร

จากประกาศของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ข้างต้นนั้น แนะนำให้ฉีดวัคซีนให้กับเด็กอายุ 16-18 ปี ในกลุ่มเด็กที่แข็งแรงปกติและมีโรคประจำตัวเรื้อรัง เมื่อมีข้อมูลเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนป้องกันโควิด-19 มากเพียงพอ

ข้อปฏิบัติตัวสำหรับเด็กนักเรียนหลังฉีดวัคซีนโควิด

จากประกาศฉบับนี้แนะนำให้เด็กนักเรียนที่เพิ่งเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดไฟเซอร์มานั้นงดออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมอย่างหนัก เป็นเวลา 1 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีน เนื่องจากมีรายงานการเกิดผลข้างเคียงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ประเภท mRNA

หากมีอาการแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย หรือหายใจไม่อิ่ม ในสั่น หน้ามืด เป็นลม ควรพบแพทย์ เพื่อสังเกตอาการกล้ามเนื้อหัวใจหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และให้แพทย์พิจารณารักษาเพิ่มเติม

สรุปได้ว่า แม้ปี 2564 มีวัคซีนโควิด-19 ให้เลือกฉีดอยู่ 2 ยี่ห้อ คือ ซิโนฟาร์มและไฟเซอร์ แต่ทางกลุ่มราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุ 16 ปีขึ้นไปก็ต่อเมื่อมีข้อมูลความปลอดภัยของวัคซีนโควิดมากกว่าที่มีอยู่ จึงเป็นข้อคิดให้ผู้ปกครองตัดสินใจยอมรับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของบุตรหลานตามข้อมูล ณ ปัจจุบัน

20 กันยายน 2564

ที่มา ไทยรัฐ

Posted By Thongpet/kanchana/Maneewan

Views, 465