เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

ไม่ควรแยกเด็กติดเชื้อ-กลุ่มเสี่ยง ออกจากครอบครัว

ไม่ควรแยกเด็กติดเชื้อ-กลุ่มเสี่ยง ออกจากครอบครัว

ไม่ควรแยกเด็กติดเชื้อ-กลุ่มเสี่ยง – จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกล่าสุดในประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้มีจำนวนเด็กติดเชื้อมากกว่าทุกครั้ง องค์การยูนิเซฟและกรมกิจการเด็กและเยาวชน ออกแนวทางการดูแลเด็กที่ติดเชื้อโควิด-19 หรือมีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันการถูกแยกจากครอบครัว

แนวทางปฏิบัตินี้นำมาจากแนวปฏิบัติสากลของยูนิเซฟ เรื่อง “การกักหรือแยกตัวเด็ก : การคุ้มครองและป้องกันการแยกเด็กจากครอบครัวในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19” ซึ่งปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย โดยต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อเด็ก โดยมาตรการที่ใช้ควบคุมการแพร่ระบาดเช่น การกักตัวผู้มีความเสี่ยงสูงและการให้เข้ารักษาในสถานพยาบาล ทำให้เด็กมีโอกาสถูกแยกจากครอบครัว ส่งผลเสียต่อความเป็นอยู่ของเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจ

แนวปฏิบัติดังกล่าวระบุว่าการตัดสินใจแยกเด็กที่ติดเชื้อหรือกักตัวควรคำนึง ถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก ไม่ควรขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการแพทย์ เพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินแบบองค์รวมโดยคำนึงถึงผลกระทบอื่นที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความเครียดของเด็กจากการต้องปรับตัว การต้องไปอยู่กับผู้ใหญ่คนอื่นๆ อาจเป็นญาติที่ไม่สนิทนัก หรือการที่กิจวัตรต่างๆ ต้องเปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่เด็กจะเผชิญกับความรุนแรงการถูกทำร้าย การละเลยทอดทิ้ง และการแสวงประโยชน์

ทั้งนี้ มาตรการแยกหรือกักตัวหรือการดูแลเด็กที่เฉพาะเจาะจงใดๆ ควรพิจารณาเป็นรายกรณี ขึ้นอยู่กับอาการเจ็บป่วย ความจำเป็นที่ต้องได้รับการดูแลแบบประคับประคอง ปัจจัยเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรค และสภาพที่บ้าน รวมถึงการมีผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่ในครัวเรือน

นางคิม คยองซัน ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “การที่เด็กต้องอยู่ลำพังโดยไม่มีผู้ดูแลที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเกิดจากการที่เด็กติดเชื้อหรือพ่อแม่ผู้ดูแลติดเชื้อ จะส่งผลให้เด็กต้องถูกพรากจาก สิ่งแวดล้อมที่คุ้นชิน อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อจิตใจและเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะถูกละเลยทอดทิ้งหรือเผชิญความรุนแรงมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นไม่ควรมีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ตามลำพัง เราควรดำเนินการเพื่อให้เด็กอยู่กับครอบครัวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

แนวปฏิบัติของยูนิเซฟแนะนำว่าในกรณีที่เด็กติดเชื้อ เมื่อเด็กต้องถูกแยกตัวหรือกักตัวหรือรับการรักษาในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามควรอนุญาตให้ผู้ดูแลหรือสมาชิกที่เป็นผู้ใหญ่คนอื่นในครอบครัวที่เด็กคุ้นเคยไปอยู่กับเด็กด้วย ในกรณีที่จำเป็นต้องแยกเด็กจากครอบครัวควรเลือกสถานพยาบาลที่ใกล้บ้านเด็กมากที่สุด จัดการสื่อสารระหว่างเด็กและผู้ปกครองทุกวัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรติดต่อเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กเพื่อให้การดูแลเด็กเป็นไปตามมาตรฐานการคุ้มครองเด็ก

ส่วนในกรณีที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลหลัก ติดเชื้อและต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม ควรจัดให้เด็กอยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัวขยายหรือคนรู้จักของครอบครัวที่เชื่อถือได้ ซึ่งระบุตัวโดยผู้ดูแลหลักของเด็ก จัดทำเอกสารรายละเอียดทั้งหมดของตัวเด็กและครอบครัว และจัดให้มีการติดต่อระหว่างกันเป็นประจำ ในกรณีเด็กถูกทิ้งไว้ลำพัง ผู้พบเห็นต้องแจ้งศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 เพื่อให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กเข้ามาประเมินความปลอดภัยด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ของเด็ก

นางคิม คยองซัน กล่าวว่า “ยูนิเซฟพร้อมสนับสนุนผู้กำหนดนโยบายตลอดจนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กในการดำเนินงานตามแนวทางปฏิบัตินี้ เราควรทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กและเห็นประโยชน์ของเด็กเป็นหลักควบคู่ไปกับการดำเนินมาตรการทางสาธารณสุขในการควบคุมการแพร่ระบาด”

18 มิถุนายน 2564

ที่มา ข่าวสด

Posted By Thongpet/kanchana/Maneewan

Views, 1801