เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

สธ.เล็งประเมินสุขภาพจิตก่อนฉีดวัคซีนโควิด19

สธ.เล็งประเมินสุขภาพจิตก่อนฉีดวัคซีนโควิด19

สธ.เล็งประเมินสุขภาพจิตก่อนฉีด "วัคซีนโควิด19" หลังองค์การอนามัยโลกบัญญัติศัพท์ใหม่ "ปฏิกิริยาความเครียดกับการฉีดวัคซีน" อาจจากเหตุฝังใจวัยเด็ก

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในการแถลงสถานการณ์โควิด19 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ การระบาดระลอกใหม่เข้าสู่ช่วงสูงสุดของระฆัง คาดว่า 1-2 สัปดาห์ก็น่าจะค่อยๆลดลงและเห็นตัวเลขที่ดีขึ้น ไม่ขึ้นไปสูงเหมือนช่วงแรกๆที่กังวล ทั้งนี้ เพราะความร่วมมือของคนไทยที่ช่วยกัน และร่สมมือกันต่อไป อย่างไรก็ตาม ยังพบการติดเชื้อจากการไปเที่ยวผับบาร์ ปาร์ตี้ ยังมีเห็นอยู่ ทั้งที่ ศบค. สั่งปิดสถานบันเทิง ห้ามจัดปาร์ตี้ ก็มีคนลอบจัดงานก็ติดเชื้อจริงๆ เกิดระบาดต้องไปกักตัวกัน คนไม่ร่วมมือก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

เล็งประเมินสุขภาพจิตก่อนฉีดวัคซีน

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า องค์การอนามัยโลกหรือฮู(WHO) ได้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่เมื่อไม่นาน คือ Immunization Stress Related Response หรือ ปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับความเครียดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน ซึ่งการฉีดวัคซีนจะฝังใจคน โดยเฉพาะคนไทยและอีกหลายประเทศ ซึ่งเมื่อฉีดตอนเด็กจะกลัวมากจนฝังใจ เมื่อโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่การฝังใจนั้นยังอยู่ใต้จิตใต้สำนึกพอรู้ว่าจะไปฉีดวัคซีนบางคนมือเท้าเย็น เป็นต้น เป็นความเครียดอย่างหนึ่งของคนที่จะฉีดวัคซีน โดยเฉพาะเมื่อต้องฉีดให้กับคนหมู่มากก็จะพบเหตุการณ์เช่นนี้ได้หลายเหตุการณ์ องค์การอนามัยโลกจึงได้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมา

กรณีหลังฉีดวัคซีนไปแล้วหลายแสนคนมี 6 รายที่พบมีอาการคล้ายหลอดเลือดสมองที่จ.ระยองซึ่งมีลักษณะ คือ 1.ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อายุไม่มาก 2.เป็นกับวัคซีนหลายล็อตก็คือหลายรุ่นการผลิต ก็แปลว่าไม่ได้เกิดจากกระบวนการผลิตอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น 3.เกิดเร็วหลังฉีดวัคซีนบางคนเกิดแค่ 5 นาทีก็เกิดอาการแล้วอย่างนี้เป็นต้น ก็แปลว่าไม่น่าจะเกิดจากการติดเชื้อหรืออะไรเพราะว่าถ้าเกิดจากเชื้อโรคมันจะต้องมีเวลาที่ให้เชื้อโรคฟักตัว 4.มีอาการระบบประสาทชัดเจน 5.อาการหายเองกลับมาเป็นปกติได้ บางรายได้รับการรักษาบางรายไม่ต้องรักษาก็กลับมาหายเองได้และ6.ภาพถ่ายเอกซเรย์ MRI มักไม่พบความผิดปกติกายภาพ โดยทุกรายหายเป็นปกติไใมีรอยโรคใดปรากฎ นี่เป็นข้อสังเกตุจากที่มีการสืบสวนแล้ว

"ในการประชุมศูนย์ปฏิบัติด้านการแพทย์และสาธารณสุขในสถานการณ์ฉุกเฉินโรคโควิด19ของสธ.ที่มีปลัดสธ.เป็นประธานจึงสรุปว่า ฉีดวัคซีนต่อไปได้ แต่ให้เคร่งครัดมาตรฐานการฉีด ให้คำแนะนำสังเกตอาการดังกล่าวและดูแลรักษาตามมาตรฐาน นอกจากนี้ อาจให้นำการประเมินสุขภาพจิตมาประกอบการพิจารณาการฉีดวัคซีนด้วย"นพ.โอภาสกล่าว

ลำปางไม่ได้ระงับการฉีด

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า กรณีมีกระแสข่าวว่า รพ.ลำปาง สั่งระงับการฉีดวัคซีนโควิดของซิโนแวคชั่วคราว หลังพบบุคลากรสาธารณสุขมีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมอง ว่า จากการตรวจสอบไปยังจ.ลำปาง ได้ทราบข้อเท็จจริง ว่า จากที่ระบุว่า มีอาการคล้ายหลอดเลือดสมอง 40 ราย ซึ่งไม่เป็นความจริง มีเพียง 1 ราย ที่เหลือมีอาการเล็กน้อยชาปลายมือปลายเท้า อ่อนเพลีย ที่บอกว่ามี 40 รายคล้ายอัมพฤกษ์ไม่เป็นความจริง และ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยรพ.ต่างๆ ก็ยังฉีดวัคซีนต่อไป ที่บอกว่ามีหยุดชั่วคราว คือรอการตรวจสอบข้อมูล แต่เมื่อส่วนกลางแจ้งข้อมูลว่า สามารถฉีดวัคซีนได้ก็ดำเนินการตามเดิม ขณะที่สสจ.ลำปางก็แจ้งว่า ไม่พบความผิดปกติ แต่ก็มีการติดตาม และเฝ้าระวังตลอด

3 แนวทางจัดหาวัคซีนเพิ่ม

นพ.โอภาส กล่าวด้วยว่า สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด19 เมื่อวันที่ 21 เม.ย. มีการฉีดเพิ่ม 152,230 โดส สะสม 864,840 โดส แยกเป็นเข็มที่ 746,617 ราย และครบ 2 เข็ม 118,223 ราย เป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ฉีดแล้ว 348,458 ราย

สำหรับแผนการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมของประเทศไทยอีก 35 ล้านโดส เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมามีการประชุมคณะทำงานพิจารณาแนวทางการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมของประเทศไทย โดยมีศ.เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธาน ซึ่งมีภาครัฐ เอกชน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมฯ เข้าร่วมประชุม ซึ่งสรุปว่าต้องการฉีดวัคซีนโควิด19ให้ประชาชนที่อยู่ในแผ่นดินไทยมากขึ้นจากเดิมตั้งเป้า 70 ล้านโดส ก็จะเพิ่มเป็น 100 ล้านโดส ขณะนี้มีวัคซีนแล้วประมาณ 65 ล้านโดส ดังนั้น จึงต้องจัดหามาอีก 35 ล้านโดส

มี 3 แนวทาง ดังนี้ 1.ให้ทางภาครัฐ โดยกระทรวงสาธารณสุข และองค์การเภสัชกรรม(อภ.)ไปเจรจาเพิ่มเติม ซึ่งมีการเจรจาอยู่หลายเจ้า หลักในการพิจารณาคือจะได้วัคซีนเมื่อไหร่ ราคาเท่าไหร่ และต้องมีแผนการจัดส่งที่ชัดเจน รวมถึงการพิจารณาความครอบคลุมต่อเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ด้วย นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่ได้ซื้อมาจำนวนมากทีเดียว เพราะเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

2.ทางภาคเอกชน โดยหอการค้าบอกว่า ยินดีบริจาคเงินให้รัฐบาลไปซื้อ และฉีดให้กลุ่มเป้าหมาย คือ คนในโรงงานอีก 10 ล้านโดส และ3.รพ.เอกชน จะขอจัดซื้อเอง โดยจะฉีดให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายของรพ.เอกชนเอง เช่น คนที่มีโรคประจำตัวไปรักษาที่รพ.เอกชน ก็จะเอาวัคซีนนี้ไปฉีด เป็นต้น แต่กรณีที่รพ.เอกชนไปเจรจาซื้อเองนั้น ต้องชี้แจงก่อนว่า ปัจจุบันวัคซีนไม่ใช่สินค้าที่มีในท้องตลาด ดังนั้นต้องเจรจากับบริษัทผลิต ซึ่งจะขายผ่านหน่วยงานรัฐ ดังนั้นหากภาคเอกชนไปเจรจามาได้ แล้วองค์การเภสัชกรรมก็จะเป็นผู้รับรองการซื้อให้ ยกเว้นว่า เอกชนจะมาขึ้นทะเบียนและนำเข้าเอง ก็ไม่ต้องซื้อผ่านองค์การเภสัชฯ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีใครมาขึ้นทะเบียน ส่วนเรื่องราคาที่จะคิดกับประชาชนที่มารับบริการฉีดที่รพ.เอกชนนั้น ที่ประชุมได้มีการหารือเช่นกันว่าในยามนี้ไม่ควรจะเก็บจากประชาชนแพง

มอบพาณิชย์คุมเพดานราคาวัคซีน

ดังนั้น จึงมอบให้กระทรวงพาณิชย์ไปดูแลเรื่องการกำหนดราคาวัคซีน ซึ่งตนไม่ทราบในรายละเอียดว่าจะกำหนดเท่าไหร่ หรือต้องมีเพดานราคาเท่าไหร่

"ทั้งหมดจะต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน คือ 1. ต้องมีระบบการดูแลเรื่องความปลอดภัยตามเกณฑ์ที่กรมควบคุมโรคกำหนด 2.ต้องมีระบบรายงานที่เชื่อมต่อกัน ซึ่งอีกเรื่องที่สำคัญ คือ การออกหนังสือการฉีดวัคซีน และ3.ต้องมีระบบติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีน ซึ่งภาคเอกชนก็เห็นพ้องต้องกัน"นพ.โอภาสกล่าว

23 เมษายน 2564

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

Posted By Thongpet/kanchana/Maneewan

Views, 1015