เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

คนญี่ปุ่นสอนลูก: 6 นิสัยที่ต้องเลี่ยง เพื่อให้เติบโตอย่างไม่ละอายใจในอนาคต

คนญี่ปุ่นสอนลูก: 6 นิสัยที่ต้องเลี่ยง เพื่อให้เติบโตอย่างไม่ละอายใจในอนาคต

เพราะเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนย่อมต้องการให้ลูกๆ ของตนเองมีความสุขและเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต และมีมารยาทเบื้องต้นในการใช้ชีวิตในสังคม วันนี้จะนำเสนอมารยาทเบื้องต้นที่สุด ที่เป็นสิ่งที่ต้องสอนเด็กๆ ว่าห้ามกระทำสิ่งเหล่านี้ เพราะจะทำให้เด็กๆ เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ไม่มีมารยาทและจะเกิดความละอายใจในอนาคต หรือไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่นนั่นเอง

นิสัยที่น่าอาย และจะทำให้ไม่ได้รับความไว้วางใจ มีดังนี้

1. การไม่ทักทาย

การกล่าวคำทักทายถือเป็นนิสัยที่สําคัญของการแสดงออกว่าเราจะผูกมิตร และไม่ต้องการเป็นศัตรูกับบุคคลอื่น ในทางกลับกันถ้าไม่กล่าวทักทายกันและกัน อาจจะทำให้เกิดการเขม่นและเป็นปฏิปักษ์กับบุคคลอื่นได้ เมื่อมีศัตรูก็ไม่สามารถทำให้เกิดความสะดวกราบรื่นในการใช้ชีวิตและหน้าที่การงานได้

การทักทายโดยทั่วไปก็เช่นเดียวกับการพูดกล่าวในบ้านเช่นกัน เช่น "สวัสดีตอนเช้าครับ/ค่ะ" และ "นอนหลับฝันดีครับ/ค่ะ" ลองเรียนรู้และกล่าวทักทายอย่างสุภาพกับผู้อื่น เช่น "สวัสดีตอนเช้าครับ/ค่ะ" และ "ลาก่อนนะครับ/ค่ะ" และพ่อแม่ต้องแสดงการทักทายอย่างสุภาพให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กๆ เพราะเป็นประตูด่านแรกให้เด็กๆ จดจำและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

2. การไม่พูด "ขอบคุณ" หรือ "ขอความกรุณา"

คำว่าขอบคุณและการใช้คำร้องขออย่างสุภาพเป็นสิ่งสําคัญมากเท่ากับการกล่าวคําทักทาย ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะสอนให้กล่าว "ขอบคุณ" “Thank you” และ "โปรด" ”Please” ซึ่งถือเป็นสิ่งสําคัญ ดังนั้นการพูด "ขอบคุณ" และ "ขอบคุณสำหรับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว" จำเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้เมื่อมีการร้องขอให้ผู้อื่นช่วยเหลือ ควรพูดด้วยความสุภาพและมีคำว่า “โปรด" “ขอความกรุณา.. " ในประโยคด้วย

สำหรับผู้ปกครองหรือเมื่อผู้ใหญ่บางคนจะใช้ให้เด็กๆ ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งบางคนอาจจะพูดในลักษณะคำสั่ง หรือคำร้องขอแบบง่ายๆ ที่ไม่มีคำว่า "โปรด" แต่เด็กๆ ไม่ควรพูดแบบไม่มีหางเสียงหรือประโยคคำสั่งกับผู้ใหญ่ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เด็กทำตามจึงต้องพูดอย่างสุภาพกับเด็กๆ ด้วยจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด

เมื่อพูดดี วาจาไพเราะจนเป็นนิสัยแล้ว ก็จะสามารถที่จะพูดคำสุภาพรู้กาละเทศะได้อย่างเป็นธรรมชาติกับคนอื่น ๆ ด้วย

3. การหลบตาเมื่อสนทนากับผู้อื่น

ที่จริงแล้วคนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่จ้องมองตาของฝ่ายตรงข้ามไม่เก่งมากๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตามชาวต่างชาติมักจะจ้องมองตาของคนอื่นในขณะที่พูดคุยกัน เพราะการที่พูดแบบไม่กล้าสบตานั้นมักถูกมองว่าไม่มั่นใจ ไม่น่าเชื่อถือ และเป็นเรื่องโกหก หรือถูกมองว่าเกลียดกันหรือเปล่า ! และเป็นสิ่งที่ไม่สุภาพต่ออีกฝ่ายมาก ซึ่งปัจจุบันนี้สังคมโลกควรต้องให้ความสนใจใส่ใจกัน การมองตาของบุคคลอื่นและพูดคุยกัน สิ่งนี้ควรปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก

4. การโกหก

แม้ว่าในชีวิตจริงของคนเรา อาจจะมีบ้างบางช่วงเวลาที่บางคนเคยพูดโกหกเพื่อปกป้องคุ้มครองคนที่เรารัก หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายน้ำใจหรือสร้างความวิตกกังวลให้คนรัก แม้ว่ามันดูขัดแย้งกันแต่อย่างไรก็ตามเป็นเหตุผลที่เราต้องสอนเด็กๆ ว่าคนเราไม่ควรจะพูดโกหก

และมีสำนวนสุภาษิตญี่ปุ่นที่ว่า "การโกหกคือจุดเริ่มต้นของการเป็นหัวขโมย"

5. การรับประทานอาหารเสียงดังและมูมมาม

ในบรรดามารยาทต่างๆ ที่บุคคลพึงประพฤติปฏิบัติ มารยาทเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่ปลูกฝังได้ตั้งแต่เด็กจนเติบโตขึ้น สําหรับมนุษย์ การรับประทานอาหารไม่เพียงแต่เป็นการรับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงบำรุงร่างกาย แต่ยังเป็นอีกลักษณะที่สําคัญสําหรับการสื่อสารกับผู้คน

การรับประทานอาหารด้วยเสียงดังและมูมมามนั้นแม้ว่าไม่ได้เป็นการเสียมารยาทที่เลวร้ายที่สุดในโลก แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายถอดใจได้ เหมือนสำนวนที่ว่าความรักความอบอุ่นสะสมขึ้นเป็นเวลานานสามารถหายไปแค่เห็นการกระทำบางอย่าง อุปมาสําหรับชีวิต เมื่อได้เห็นกิริยาท่าทางหรือพฤติกรรมบางอย่างของอีกฝ่าย แม้ว่าจะมองผ่านไปแบบปกติแต่จะกลายเป็นความไม่ชอบทางสรีรวิทยาได้ในกาลต่อมา หรือแม้แต่คนที่รักชอบกันมาเป็นเวลานาน ก็ยังเย็นชาและความรักจืดจางลงได้แค่เห็นการกระทำบางอย่างของอีกฝ่าย

ดังนั้นควรสอนให้เด็กๆ รับประทานอาหารแต่พอคำในปริมาณที่เหมาะสม และเคี้ยวอาหารด้วยความสุภาพ ไม่มูมมามเวลาเคี้ยวอาหาร

6. พูดคุยในขณะที่มีอาหารเต็มปาก

สิ่งสําคัญอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับมารยาทในการรับประทานอาหาร คือการไม่พูดเมื่อมีอาหารอยู่ในปาก ในเมื่อมีปากแค่หนึ่งเท่านั้นควรต้องเลือกว่าจะคุยหรือจะรับประทานอาหาร

ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องที่ไม่สุภาพและน่าเกลียดเมื่อเห็นอีกฝ่ายเคี้ยวอาหารไปด้วยพูดจาสนทานากับเราไปด้วย และทําให้เกิดความรู้สึกอึดอัดได้

เพราะมารยาทของการรับประทานอาหารสําหรับทุกคน คือการรับประทานอาหารด้วยความสุขและอิ่มอร่อย

※การรักษาและสอนเรื่องมารยาทและพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ แม้ว่าจะไม่สามารถทํามันได้ทันทีทันใด แต่ก็เป็นสิ่งสําคัญที่จะต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง การสร้างระเบียบวินัยของเด็กไม่ใช่สิ่งที่สามารถทําได้ในคืนเดียวฉันใด ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่สอนและฝึกหัดซ้ำๆ ก็เป็นเรื่องยาก ถ้าจะกล่าวไปก็คือผู้ใหญ่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ ในการกระทำต่างๆ อาจจะใช้เวลานานและค่อยๆ ฝึกอบรมเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นธรรมชาติ

หรืออาจจะบอกว่ายังมีเรื่องบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บางคนบอกให้ปฏิบัติได้ทันทีและบางคนก็ดื้อไม่อยากที่จะทํา

แต่จงอย่ายอมแพ้ แม้ว่าจะไม่สามารถสอนสิ่งที่บอกให้เด็กๆ ปฏิบัติได้ทันที ก็ยังเป็นสิ่งสําคัญที่ต้องจําไว้ว่าผู้ใหญ่ในวันนี้ก็เคยเป็นเด็กและได้รับการสั่งสอนโดยพ่อแม่มาก่อน

18 ธันวาคม 2563

ที่มา ผู้จัดการ ออนไลน์

Posted By Thongpet/kanchana/Maneewan

Views, 1014