เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

จัดค่ายโรคลมชัก สร้างความเข้าใจ คุมอาการดี มีชีวิตทำงานตามปกติได้

จัดค่ายโรคลมชัก สร้างความเข้าใจ คุมอาการดี มีชีวิตทำงานตามปกติได้

จากความไม่เข้าใจของสังคม ทำให้ผู้ป่วยโรคลมชักส่วนหนึ่งต้องพบกับปัญหาในการดำรงชีวิต เกิดความท้อแท้สิ้นหวัง ไม่ได้รับการศึกษาตามระบบหรือไม่สามารถหางานทำได้ ทั้งที่จริงแล้ว ผู้ป่วยโรคลมชักส่วนใหญ่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นปกติ ไม่แตกต่างจากคนทั่วไป

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประมาณการว่า ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคลมชักราว 6-7 แสนคน โดยมีทั้งผู้ป่วยที่สามารถควบคุมอาการชักและมีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้หากได้รับการรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผู้ป่วยบางรายก็มีโอกาสเสียชีวิตจากอุบัติเหตุระหว่างมีอาการชัก เนื่องจากการขาดอากาศในกรณีที่ชักต่อเนื่องไม่หยุด และหากคุมอาการชักได้ไม่ดี ผู้ป่วยอาจมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์โรคสมองภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดกิจกรรม "ค่ายผู้ป่วยโรคลมชัก" ครั้งที่ 10 ในหัวข้อ ใช้ชีวิตฮื้อมีความสุขกับโรคลมชัก ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคลมชักและการดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสมให้กับคนในสังคม โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100 คน ประกอบด้วย ผู้ป่วยโรคลมชักทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ครอบครัวหรือผู้ดูแล และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วย เช่น ครูหรือพยาบาลในโรงเรียน รวมทั้งผู้สนใจทั่วไป

พญ.กมรวรรณ กตัญญูวงศ์ กุมารแพทย์สาขาประสาทวิทยา รองประธานและกรรมการบริหารศูนย์โรคสมองภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมค่ายผู้ป่วยโรคลมชัก ก็เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคลมชักให้แพร่หลาย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วย เพื่อสร้างกำลังใจและความมั่นใจแก่ผู้ป่วยโรคลมชัก กิจกรรมมีทั้งเสวนาวิชาการ เช่น แนะนำอาการของโรค อธิบายขั้นตอนวินิจฉัยและรักษา วิธีปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่ถูกต้อง เทคนิคการกินยากันชักอย่างสม่ำเสมอ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษ อย่างการแสดงความสามารถของผู้ป่วย เช่น อูคูเลเล่ เป่าแซกโซโฟน เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยสามารถพัฒนาทักษะที่สนใจได้ต่อเนื่อง รวมถึงเชิญตัวแทนผู้ป่วยที่เคยเข้าค่าย ปัจจุบันเรียนจบเป็นนักกายภาพบำบัด มาแบ่งปันประสบการณ์ว่า หากควบคุมอาการชักได้ดี จะไม่มีปัญหาด้านการเรียน และใช้ชีวิตตามปกติได้

พญ.กมรวรรณ กล่าวว่า โรคลมชักเกิดจากเซลล์ประสาทและกระแสไฟฟ้าในสมองทำงานผิดปกติชั่วขณะ ทำให้ร่างกายแสดงอาการบางอย่างโดยที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัว เช่น เกร็ง กระตุก น้ำลายยืด ปากเขียว ซึ่งสังเกตได้ง่าย แต่มีลักษณะอาการบางอย่างที่สังเกตได้ยาก เช่น เหม่อ ซึม เรียกแล้วไม่ตอบสนองช่วงสั้นๆ ก่อนจะกลับเป็นปกติ ผู้ดูแลจึงต้องสังเกตอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไปอาการชักจะหยุดเองภายใน 3 นาที แต่หากมีอาการนานเกินกว่า 5 นาที หรือมีอาการเกร็งหรือกระตุกทั้งตัว มีอาการเขียว ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล สำหรับการดูแลรักษา ผู้ป่วยจะต้องกินยากันชักตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงปัจจัยให้เกิดอาการชัก เช่น อดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ ไข้หรือเจ็บป่วย ขาดยากันชัก จุดประสงค์ของการดูแลผู้ป่วยโรคลมชัก คือ ทำให้อาการชักลดลงเป็นศูนย์หรือเหลือน้อยที่สุด หากมีอาการก็รุนแรงน้อยที่สุด เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดอุบัติเหตุและความสูญเสีย

“โรคลมชักสามารถควบคุมได้ มีโอกาสรักษาให้หายขาด ที่สำคัญ คือ ความรู้ความเข้าใจและให้กำลังใจผู้ป่วยและผู้ดูแล ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่จะช่วยให้การรักษาประสบผลสำเร็จได้ถึงร้อยละ 70 และเราต้องส่งเสียงออกไปในสังคมว่า ผู้ป่วยโรคลมชัก คือ บุคคลที่เป็นปกติ สามารถอยู่ร่วมกับทุกคนในสังคมได้ เพียงแค่คนในสังคมให้โอกาสและพร้อมที่จะเรียนรู้วิธีการรับมือ เช่น ถ้าเห็นผู้ป่วยมีอาการชัก ก็รู้ได้ว่าควรช่วยปฐมพยาบาลและดูแลอย่างไร" พญ.กมรวรรณ กล่าวและว่า อีกประเด็น คือ ผู้ป่วยโรคลมชักสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ หากควบคุมโรคได้ดี จึงถือเป็นกำลังสำคัญของชาติ จึงอยากให้รัฐบาลช่วยพิจารณาการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคลมชักให้ทั่วถึง เช่น บรรจุยาสำหรับโรคลมชักให้ครอบคลุมทุกสิทธิการรักษา ให้ผู้ป่วยทุกกลุ่มเข้าถึงยาที่มีคุณภาพและเหมาะสม หากต้องรักษาโดยการผ่าตัด ควรมีช่องทางให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นางกาญจนา ณ บางช้าง มารดาของ ด.ญ.จิรชยา หรือ น้องออม วัย 5 ขวบ กล่าวว่า น้องออมเริ่มมีอาการชักเมื่ออายุได้ 1 เดือน โดยแขนกระตุกวันละ 3-4 ครั้ง คุณหมอรักษาโดยให้กินยากันชักทุกวัน ตอนเช้าและเย็น ทุกวันนี้อาการของน้องดีขึ้นมาก อาการชักแขนกระตุกเหลือเพียงเดือนละ 10 ครั้งหรือน้อยกว่านั้น ก่อนหน้านี้ กังวลว่าน้องจะไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ แต่พอได้เข้าค่ายโรคลมชัก ได้พบคนที่มีอาการรุนแรงกว่าลูกเราที่สามารถใช้ชีวิตประจำวันและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติ ก็มีกำลังใจว่า ไม่ว่าลูกจะหายขาดจากโรคหรือไม่ แต่ลูกจะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้แน่นอน เพราะโรคนี้ควบคุมได้ ถ้าเราดูแลตัวเองและปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ อยากวิงวอนถึงผู้ที่มีอำนาจให้พิจารณาเพิ่มจำนวนยากันชักในสิทธิบัตรทองให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้น้องใช้สิทธิบัตรทองเบิกยาบางชนิดเพื่อรักษาได้

นางวิลาวัลย์ โอริส มารดาของ ด.ช.อารักษ์ หรือน้องปิง วัย 11 ขวบ กล่าวว่า น้องปิงเริ่มเป็นโรคลมชักตั้งแต่อายุ 3 ขวบ มีอาการชักเกร็ง ตัวเขียว พูดไม่ชัด และไม่รู้สึกตัว นับจากวันนั้น น้องมีอาการชักรวมทั้งหมด 4 ครั้ง ตนพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอ โดยเฉพาะการให้น้องกินยาเป็นประจำ ไม่นอนดึก พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำกิจกรรมผาดโผนเกินไป และให้น้องลองเล่นดนตรีด้วย จึงพบว่าน้องรักการเล่นดนตรีและมีพรสวรรค์มาก สามารถเล่นได้ดีทั้ง อูคูเลเล่ กีตาร์ กีตาร์เบส กลอง ฯลฯ จึงคิดว่าเป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความโชคร้าย การเข้าร่วมกิจกรรมค่ายโรคลมชัก นอกจากจะได้รับความรู้ที่มีประโยชน์จากคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังได้รู้ว่าตัวเองโชคดีมากที่อาการของน้องดีกว่าเพื่อนๆ หลายคนมาก ทำให้รู้สึกเห็นใจและอยากช่วยเหลือน้องๆ เหล่านั้น และสัมผัสได้ว่าทุกคนต่างยินดีที่จะให้กำลังใจและช่วยเหลือกันและกัน

นายเฉลิมชัย เตียววิจิตรศรีใส ครูพยาบาล ร.ร.ศรีสังวาลย์เชียงใหม่ ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้พร้อมกับครูและนักเรียนที่เป็นโรคลมชัก กล่าวว่า โรงเรียนมีนักเรียนที่เป็นโรคลมชักประมาณ 10 คน แต่ละเดือนจะเกิดเหตุการณ์นักเรียนชักประมาณ 2-3 ครั้ง การเข้าค่ายนับเป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ทั้งด้านสาเหตุของโรค การดูแลตัวเอง และการรับมือเมื่อเกิดอาการชัก ซึ่งนอกจากจะนำไปปฏิบัติได้จริงแล้ว ยังส่งต่อความรู้นี้ให้กับคนอื่นได้ด้วย นอกจากนี้ เด็กๆ ยังรู้สึกสนุกสนาน ได้ความรู้ และได้เปิดหูเปิดตา เพราะได้เที่ยวชมสวนพฤกษศาสตร์ จึงอยากนำผู้ที่เกี่ยวข้องและเด็กๆ มาร่วมกิจกรรมอีกหากมีการจัดขึ้นในครั้งต่อไป

โรคลมชักเป็นโรคที่ควบคุมได้และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ การให้โอกาสผู้ป่วยในการเข้ารับการรักษาอย่างเท่าเทียม และเปิดโอกาสการยอมรับจากสังคม จะช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับโรคลมชักและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น เสริมศักยภาพให้สังคมและประเทศชาติต่อไป

15 กรกฎาคม 2562

ที่มา ผู้จัดการ ออนไลน์

Posted By Nitayaporn/Bungon/Thongpet/Kanchana

Views, 473