เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

โรคหลอดเลือดสมอง "โมยาโมยา" เกิดได้น้อย แต่ไม่ควรมองข้าม

โรคหลอดเลือดสมอง "โมยาโมยา" เกิดได้น้อย แต่ไม่ควรมองข้าม

โรคโมยาโมยา เป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดหนึ่ง ซึ่งพบได้ไม่บ่อยในคนไทย หากมีอาการปวดศีรษะ ชัก หมดสติ และมีภาวะเลือดออกในสมองจะทำให้เกิดอัตราการตายสูง

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคโมยาโมยา เป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดหนึ่งซึ่งพบได้ไม่บ่อยและพบได้น้อยในคนไทย มีรายงานพบโรคนี้ในคนญี่ปุ่น โดยเกิดในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 2 เท่า ช่วงอายุตั้งแต่ 6 ขวบ จนถึง 70 ปี พบมากในเด็กช่วงอายุ 10 ปีแรก ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต แขนขาอ่อนแรง อาจมีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ชัก หมดสติ ความจำลดลงหรือหลงลืม มีการเคลื่อนไหวแขนขาผิดปกติจากหลอดเลือดสมองตีบตัน หรือเกิดจากมีเลือดออกในสมอง ถ้ามีเลือดออกในสมองจะมีอัตราการตายสูง โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเลือดที่ออก และมีโอกาสเกิดอาการของโรคซ้ำหากไม่ได้รับการรักษา ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนหนึ่งมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

พญ.ไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า โรคโมยาโมยา เป็นคำมาจากภาษาญี่ปุ่น แปลว่ากลุ่มควัน ซึ่งจากการเอกซเรย์ฉีดสีหลอดเลือดสมองแล้วเห็นภาพเป็นเหมือนกลุ่มควัน โดยสาเหตุมาจากการหนาตัวผิดปกติของผนังหลอดเลือดชั้นในของหลอดเลือดแดงคาโรติดส่วนปลายในสมองทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นหลอดเลือดสำคัญที่ลำเลียงเลือดเข้าไปเลี้ยงสมองมีการหนาตัวผิดปกติของผนังหลอดเลือดชั้นกลาง จนทำให้เกิดการตีบและอุดตันในที่สุด

สำหรับการรักษาโรคโมยาโมยา มี 3 วิธีหลัก คือ 1.การผ่าตัดเชื่อมต่อหลอดเลือดเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณเนื้อสมองที่มีหลอดเลือดตีบตัน 2.การรักษาโดยใช้ยาต้านเกล็ดเลือด ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและต้องระวังภาวะเลือดออกในสมอง ไม่ควรรักษาด้วยยาป้องกันลิ่มเลือดแข็งตัวเพราะจะทำให้เกิดเลือดออกในสมองได้ และการรักษาด้วยยาต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาและการดูแลใกล้ชิดจากแพทย์ 3.การทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูความพิการ ทั้งนี้หากพบว่ามีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ เช่น มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาการอ่อนแรงหรือชาอย่างเฉียบพลันที่ใบหน้า แขนหรือขา ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย พูดไม่ชัดหรือพูดลำบาก ตาลาย มองเห็นภาพซ้อน เดินเซ ทรงตัวลำบาก ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะหากปล่อยให้อาการลุกลาม โอกาสที่สมองจะขาดเลือดหรือมีเลือดออกในสมองจะมากขึ้น และอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

19 มีนาคม 2562

ที่มา ผู้จัดการ ออนไลน์

Posted By ์์Nitayaporn/Bungon/Thongpet/Kanchana

Views, 496