เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ยินดีต้อนรับ: อธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

ยาคุมชีวิตสมรสคืออะไร เมื่อรักถึงทางตันต้องหย่า

ยาคุมชีวิตสมรสคืออะไร เมื่อรักถึงทางตันต้องหย่า

สัปดาห์นี้ไปดูปัญหา “หย่าร้าง” ของจีนสมัยใหม่ อะไรเป็นฆาตกรของชีวิตสมรส แล้ว “ยาคุม” ที่ดีที่สุดคืออะไร โศกนาฏกรรมของชีวิตคู่ ที่มีศัตรูตัวฉกาจมาจาก “การเลือก”

อาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2561 เวลา 10.00 น.

ชีวิตคู่ในปัจจุบันนี้ดูจะยากจัง กว่าจะตัดสินใจแต่งงานก็ยาก ยากไปกว่านั้นคือการครองคู่อยู่ด้วยกัน แต่กลับง่ายที่จะเลิกรักกัน ไม่ว่าจะด้วยมือที่สาม สี่ ห้า หรือจะด้วยทัศนคติที่ไม่ตรงกันก็ตามที

ในประเทศจีนนั้น แม้ว่าจะเป็นประเทศที่ได้รับอิทธิพลการดำเนินชีวิตตามแบบ “ขงจื้อ” ค่อนข้างมาก เมื่อถึงวัยก็ต้องแต่งงานและมีบุตรหลานไว้สืบตระกูล การแต่งงานจึงเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต และมักจะอยู่ด้วยกันจนตายจากกันไป แต่หลังจากที่โลกพัฒนามากขึ้น สังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ปี 2003 มานั้นอัตราการหย่าร้างในจีนค่อยๆ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เฉพาะเมืองปักกิ่งมีจำนวนสูงถึงร้อยละ 39 ของจำนวนคู่สมรสเลิกรากัน คิดดูว่าคู่สมรส 10 คู่หย่ากันถึง 4 คู่ ช่างน่ากลัวจัง

มาดูกันว่าอะไรเป็นฆาตกรของชีวิตสมรสกัน??

คำถามท็อปฮิตว่า “เธอหย่าหรือยัง” ได้กลายเป็นคำติดปากที่ถามไถ่กันในปัจจุบัน จากการรายงานตัวเลขของทางการจีนพบว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้มีจำนวนคนจดทะเบียนแต่งงานกัน 5,580,000คู่ ในขณะที่จำนวนหย่าร้างก็สูงถึง 1,856,000 คู่ ซึ่งในจำนวนที่หย่าร้างนั้น 4 อันดับแรกมาจากเมืองปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และเซินเจิ้น ซึ่งปักกิ่งยังคงเป็นเมืองที่ครองแชมป์อันดับ 1 ของประเทศ

แล้วอะไรเป็นศัตรูตัวฉกาจของชีวิตสมรสกันแน่ “ผลประโยชน์” หรือเปล่า?? หากว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่แต่งงานด้วยลำพังเหตุผลของ “ความรัก” นั้นละก็ ต้องขอแสดงความยินดีกับคุณมาก ทั้งนี้เพราะจากประวัติศาสตร์การแต่งงานของจีนนั้น ก็มักจะไม่ได้เกิดจาก “ความรัก” เป็นจุดตั้งต้น อาจจะเพราะความเหมาะสม การต้องการปฏิบัติตามครรลองของชีวิตต่างหาก

จึงเป็นที่มาว่าทำไมหลังแต่งงาน ปีที่ 7 นั้นจึงเป็นปีวิกฤติของชีวิตสมรสด่านแรก เพราะเมื่อก่อนที่การแต่งงานจากความเหมาะสมนั้นผ่านไปไม่นานก็มีลูกแล้ว การแต่งงานที่ปราศจากความรักก็มักจะถึงจุดที่เริ่มเบื่อหน่าย ทนต่อปัญหาต่างๆ ที่มีมาต่อเนื่องไม่ไหว พูดได้ว่า “หมดช่วงเวลาโปรโมชั่น” เสียแล้ว

แต่หากว่าเป็นการแต่งงานที่มาจากความเหมาะสมทางเศรษฐกิจนั้นละก็ เพื่อให้ชีวิตคู่ยังคงต่อไปได้ก็ต่างฝ่ายต่างไม่สนใจกัน มีชีวิตของตนไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็คงต้องเลิกกันไปอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันผู้หญิงก็มีงานมีรายได้ ไม่ต้องง้อรอผู้ชาย ต่างกับสังคมยุคโบราณที่ผู้ชายไปทำนาทำไร่หาอาหาร ส่วนผู้หญิงก็อยู่บ้านทอผ้าทำอาหาร ทั้ง 2 ฝ่ายจึงต้องพึ่งพากัน แต่ปัจจุบันข้าวปลาอาหารหาซื้อได้ เสื้อผ้าก็ซื้อหาได้เช่นกัน ต่างคนต่างไม่เห็นความสำคัญของอีกฝ่าย เมื่อเช่นนั้นต่างฝ่ายก็ไม่จำเป็นต่อกันแล้ว

ในสภาพที่สังคมเปลี่ยนไป หญิงก็เก่ง ชายก็มั่น แล้วจะแต่งงานกันเพื่ออะไร นักเศรษฐศาสตร์ชาวจีนคิดว่า จุดประสงค์ของการแต่งงานก็คือ เพื่อ...ประโยชน์...นั่นเอง หากว่าการแต่งงานนั้นได้ประโยชน์มากกว่าการอยู่คนเดียวแล้ว คนก็จะเลือกการแต่งงานแทนการอยู่เป็นโสดนั่นเอง

ฉะนั้นเมื่ออัตราการหย่าร้างสูงขึ้น ก็เป็นตัวแสดงว่าสังคมนั้นคนเริ่มจะมี “เสรีภาพ” มากยิ่งขึ้น การอยู่ในชีวิตคู่ของคนในปัจจุบันกลับไม่ดีเท่ากับการอยู่คนเดียวนั่นเอง

“ยาคุม” ของชีวิตสมรสที่ดีที่สุดของเมืองใหญ่ในจีนก็คือ “มือที่สาม” ซึ่งหากมองไปจะพบว่าจากเดิมที่คนเราอยู่กันอย่างเรียบง่าย การติดต่อสื่อสารก็ไม่สะดวกสบายรวดเร็วเช่นทุกวันนี้ ในจีนทุกวันนี้ฆาตกรมือหนึ่งในชีวิตสมรสจึงเป็นบรรดา “มือที่สาม” ทั้งนั้น

จากสถิติพบว่ากว่าร้อยละ 67 ของผู้หญิงจีนที่แต่งงานแล้ว มักจะเป็นคุณแม่เต็มเวลา ส่วนฝ่ายชายก็จะยุ่งกับการอยู่ข้างนอกทำมาหากิน คนหนึ่งอยู่บ้านทั้งวัน อีกคนก็วุ่นแต่ข้างนอก ทำให้คนทั้ง 2 ห่างกันทั้งความคิด ความเข้าใจ เรื่องที่คุย สภาพแวดล้อม

“การหย่าร้าง” จึงมักจะมาคู่กับสังคมที่พัฒนาไปหรือไม่ ในเมืองที่มีอัตราการหย่าร้างสูงนั้น จึงมักจะมีความไม่พอใจกับชีวิตสมรสค่อนข้างมาก คนรุ่นเก่ามักจะ “หย่าร้าง” เพราะทนกันไม่ไหวอีกต่อไปจริงๆ แต่คนรุ่นใหม่นั้น “หย่าร้าง” เพราะไม่อยากจะทนกันอีกแม้แต่น้อย คนรุ่นใหม่ในจีนจึงมองว่า “ชีวิตคนไม่ควรอยู่อย่างเป็นทุกข์” คู่ชีวิตจึงไม่ควรที่จะแย่ เพราะเราก็จะไม่มานั่งทนกัน เราจึงมักพบสาเหตุของการเลิกรากันด้วยเหตุผลเพียงอีกฝ่าย “ทำอาหารไม่อร่อย” “เลิกงานดึกเกิน” “ไม่ชอบอาบน้ำ” “พูดจาหยาบคาย” “อีกฝ่ายชอบตดตอนนอน” “แมวสำคัญกว่าฉัน” เป็นต้น ซึ่งดูเหมือนจะมาจากปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สรุปก็คือต่างฝ่ายต่างมักจะเอาคู่สมรสมาเป็นแค่แฟนที่ยังจีบกัน ทำให้ต้นทุนชีวิตสมรสต่ำ เลยเลิกกันอย่างง่ายดาย และมักจะคิดว่าคนใหม่น่าจะดีกว่านี้

ส่วนข้างของคนรุ่นใหญ่ในจีนมักจะคิดว่า สังคมเปลี่ยนไปมาก คนสมัยก่อนมักจะหาวิธีในการซ่อมเมื่อของนั้นเสีย แต่คนสมัยใหม่มักจะโยนทิ้งซื้อใหม่ ไม่มีใครเสียเวลามานั่งซ่อม นั่นก็รวมถึงชีวิตคู่ด้วย อีกทั้งการติดต่อสื่อสารที่ง่ายและมากมาย เมื่อเปิดมือถือขึ้นมาจึงพบว่ามีคนอื่นที่ดูดีและเหมาะสมกับเรามากว่าคนปัจจุบัน จึงเป็นคนที่น่าเบื่อและพร้อมที่จะโละทิ้งได้ในทันที

อาจจะเป็นเพราะยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนไปหรืออย่างไร หรือเป็นเพราะเราแก่เกินไปกับสังคมยุคนี้จริงๆ เราจึงมักจะเสียดายอะไรมากมาย ดังนั้นโศกนาฏกรรมของชีวิตคนนั้นก็มักจะมาจาก “การเลือก” ทั้งนั้น

ปัจจัยต่อไปก็คือ “เสรีชน” ที่มองการแต่งงานว่าเป็นเรื่องของเสรีภาพ ไม่ปรารถนาซึ่ง “ภาระ” ไม่ว่าในภาพรวมของประเทศหรือจะมาส่วนที่เล็กก็คือ “ครอบครัว” เมื่อทะเบียนสมรสคือข้อตกลงในกระดาษใบหนึ่ง ที่เป็นตัวกำหนดสิทธิ์และหน้าที่ และคนมีเสรีภาพในความรัก เมื่อทั้ง 2 ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน จุดจบจึงเป็น “การหย่าร้าง”

สังคมจีนที่ปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของโลกสมัยใหม่ วิทยาการเทคโนโลยี การเข้ามาแทนที่ของโลกเสมือนจริง หุ่นยนต์ สังคมไร้เงินสด เมื่อทุกอย่างรีบเร่ง ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างฉับไว ชีวิตคู่ก็คงไม่ต่างกัน อนาคตอาจจะมี “คู่สมรสเสมือนจริง” ที่บ้านที่ทำให้เราถูกใจตามต้องการได้ และเปลี่ยนได้ตามใจเรานั่นเอง.... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/680199

3 ธันวาคม 2561

ที่มา เดลินิวส์

Posted By Nitayaporn/Bungon/Thongpet/Kanchana

Views, 531