นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต

ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522

กรมสุขภาพจิตคว้ารางวัลระดับโลก Golisano Global Health Leadership Award Click Here

วิสัยทัศน์: เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพจิต เพื่อประชาชนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข
พันธกิจ 1: สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ประชาชนในทุกกลุ่มวัย สามารถดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง
พันธกิจ 2: สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตครอบคลุมทุกมิติในทุกระดับ
พันธกิจ 3: พัฒนากลไกการดำเนินงานสุขภาพจิตเพื่อกำหนดทิศทางงานสุขภาพจิตของประเทศ

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นอัจฉริยะ ?

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นอัจฉริยะ ?

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นอัจฉริยะ – ย้อนไปเมื่อปี 1968 จูเลียน สแตนลีย์ ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเกี่ยวกับการวัดความรู้ความสามารถและกระบวนการทางความคิด ได้พบกับเด็กอัจฉริยะวัย 12 ปี ที่ได้เข้าไปเรียนวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอบกินส์ ในสหรัฐฯ

เด็กคนนั้น โจเซฟ เบทส์ มีความฉลาดเฉลียวแต่ก็รู้สึกเบื่อหน่าย เพราะว่าเขาเรียนรู้ไปไกลเกินกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ จูเลียน สแตนลีย์ เริ่มงานวิจัยที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน 45 ปี โดยเขาศึกษาพัฒนาการของเด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษ ซึ่งรวมถึง มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก และเลดี้ กาก้า

แล้ว โจเซฟ เบทส์ เมื่อเติบโตขึ้นมาแล้วเป็นอย่างไร? เขาทำได้ดีทีเดียว เขาจบปริญญาเอก สอนที่มหาวิทยาลัย และขณะนี้ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์

ส่วนสแตนลีย์นั้น ริเริ่มโครงการศึกษาเยาวชนผู้มีความฉลาดล้ำด้านคณิตศาสตร์ (Study of Mathematically Precocious Youth ) ที่ศูนย์ศึกษาเยาวชนผู้มีพรสวรรค์ (Center for Talented Youth) ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ซึ่งตามศึกษาพัฒนาการของเด็กกว่า 5,000 คน ซึ่งเป็นเด็กในสัดส่วน 1 เปอร์เซ็นต์ที่ทำคะแนนทดสอบด้านสติปัญญาได้สูงสุด

ข้อเท็จจริงที่งานวิจัยที่เขาค้นพบย้อนแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น” โดยนักวิจัยพบว่าหากคนเรามีความสามารถในทางรู้คิด (สามารถแก้ปัญหาและตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง) ตั้งแต่วัยเยาว์ จะมีผลต่อความสำเร็จมากกว่าการฝึกฝน หรือเรื่องของสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เสียอีก

โจเซฟ เบทส์ กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์

นักวิจัยเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมความสามารถทางสติปัญญาของเด็กตั้งแต่ยังเยาว์วัย อย่างไรก็ดี นักการศึกษาหลายคนชี้ว่าการพยายามผลักดันลูกให้เป็นอัจฉริยะก็อาจสร้างปัญหาทั้งในทางสังคม อารมณ์และจิตใจได้

สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเฉลียวฉลาดและอยากให้ลูกใช้ชีวิตอย่างมีความสุข งานวิจัยชิ้นนี้แนะว่า

1. เปิดโอกาสให้เด็กได้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย

เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูงต้องการสิ่งใหม่ ๆ ที่จะคอยจูงใจพวกเขาเสมอ การเพิ่มประสบการณ์ชีวิตให้กับเด็กจะช่วยให้พวกเขารับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างมั่นอกมั่นใจขึ้น

2. ฟูมฟักความสามารถและความสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรี หรือการละคร การให้เด็ก ๆ ได้ค้นหาความสามารถของตนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้พวกเขาได้ฝึกทักษะต่าง ๆ อาทิ การอดทนปรับตัว อย่างไรก็ตาม ไม่ควรบังคับให้พวกเขาทำอะไรที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง

3. สนับสนุนความต้องการทางสติปัญญาและอารมณ์

การสงสัยใคร่รู้เป็นหัวใจของการเรียนรู้ เด็ก ๆ ชอบถามคำถาม และการพยายามตอบคำถามเหล่านั้นเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ยิ่งเด็ก ๆ ถามคำถามประเภท “ทำไม” และ “อย่างไร” มากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะเรียนรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น

4. ชื่นชมความพยายาม ไม่ใช่ความสามารถ

สนับสนุนให้เด็กมองเรื่องพัฒนาการ มากกว่าจดจ่อที่ผลลัพธ์ เด็กมักจะเลียนแบบพ่อแม่ในทุก ๆ เรื่อง และพ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องความพยายามที่จะเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ภาษาใหม่ หรือการหัดขี่จักรยาน

5. อย่ากลัวความล้มเหลว

แนะให้เด็กมองความล้มเหลวว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกระบวนการเรียนรู้ การเรียนรู้จากความล้มเหลวจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะจัดการปัญหาในครั้งต่อไปได้ดีขึ้น

6. อย่าตีตรา

การยกย่องว่าเด็กคนหนึ่ง “มีพรสวรรค์” อาจทำให้เขาถูกเพื่อนตีตัวออกห่าง นอกจากจะทำให้เขาโดนแกล้งได้แล้ว เขาอาจจะรู้สึกกดดันว่าจะทำให้ใครผิดหวัง

7. ร่วมมือกับครู

เด็กที่มีสติปัญญาดีเลิศมักต้องการเนื้อหาการเรียนรู้ที่ยากและมากกว่าเด็กทั่ว ๆ ไป เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครองและครูต้องหาทางให้ความรู้เด็กมากกว่าที่ระบบการเรียนรู้แบบธรรมดาจะให้ได้

8. ให้ลูกทดสอบความสามารถ

หลักฐานจากการทดสอบด้านสติปัญญาจะช่วยให้กระบวนการในการขอให้โรงเรียนจัดเนื้อหาความรู้ให้เด็กเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษเป็นไปได้ง่ายขึ้น และการทดสอบนี้ก็อาจจะทำให้พ่อแม่ได้ทราบด้วยหากลูกมีปัญหาด้านการเรียนรู้ เช่น โรคดิสเล็กเซีย (ภาวะบกพร่องในการอ่านและเขียน) สมาธิสั้น และอุปสรรคทางอารมณ์หรือการปรับตัวเข้าหาสังคม

อะไรคือสัญญาณว่าลูกคุณมีพรสวรรค์

-ความจำดีเป็นพิเศษ

-เริ่มอ่านหนังสือได้เร็ว

-มีงานอดิเรกพิเศษ หรือมีความรู้ในเรื่องบางเรื่องอย่างพิเศษ

-รู้เรื่องราวของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก

-ถามคำถามตลอดเวลา

-มีความสามารถด้านดนตรี

-ชอบเป็นฝ่ายควบคุม

-สร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้นเองเวลาเล่นเกมส์

12 October 2561

ที่มา ข่าวสด

Posted By Nitayaporn/Bungon/Thongpet/Kanchana

Views, 66