เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

รายละเอียดงานวิจัยเรื่อง/Title Name: สัมพันธภาพในครอบครัวกับการปรับตัวทางสังคมของบุคคลปัญญาอ่อนหลังการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลราชานุกูล

 

ผู้วิจัย/Authors: ไพลิน คำไพรินทร์

ชื่อเรื่อง/Title: สัมพันธภาพในครอบครัวกับการปรับตัวทางสังคมของบุคคลปัญญาอ่อนหลังการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลราชานุกูล

แหล่งที่มา/Source: เอกสารการวิจัยเรื่อง สัมพันธภาพในครอบครัวกับการปรับตัวทางสังคมของบุคคลปัญญาอ่อนหลังการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลราชานุกูล, พ.ศ. 2537

รายละเอียด / Details:

การศึกษาสัมพันธภาพในครอบครัวกับการปรับตัวทางสังคมขของบุคคลปัญญาอ่อนหลังการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลราชานุกูล มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสัมพันธภาพในครอบครัวของบุคคลปัญญาอ่อนหลังการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลราชานุกูล ศึกษาถึงทักษะการปรับตัวทางสังคมของบุคคลปัญญาอ่อน หลังการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลราชานุกูล และเพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสัมพันธภาพในครอบครัวกับการปรับตัวทางสังคมของบุคคลปัญญาอ่อนหลังการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลราชานุกูล ผู้ศึกษาได้ทำการเก็บข้อมูล โดยการออกเยี่ยมบ้านและสัมภาษณ์ตามแนวแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นญาติของบุคคลปัญญาอ่อนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งมีระดับเชาวน์ปัญญาตั้งแต่ 35-49 ที่เคยได้รับการฝึกอบรมจากโรงพยาบาลราชานุกูล เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี และได้จำหน่ายออกจากโรงพยาบาลราชานุกูลกลับมาอยู่กับครอบครัวนาน 4-6 ปี การเก็บข้อมูลใช้เวลา 2 เดือน เป็นจำนวนทั้งสิ้น 40 คน คิดเป็นร้อยละ 100 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย(Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) ค่าสถิติไคสแควร์ (Chi Square) และวัดค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยวิธี Coefficient of Alpha ซึ่งอยู่ในระดับ 0.8291 ผลการศึกษา ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างเป็นสมาชิกในครอบครัวที่ใกล้ชิด และทำหน้าที่ดูแลปัญญาอ่อน จำนวนทั้งสิ้น 40 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 42.5 และเพศหญิง ร้อยละ 57.5 เพศหญิงเป็นผู้ที่ใกล้ชิดและทำหน้าที่ดูแลบุคคลปัญญาอ่อนมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะในช่วงอายุ 24.34 ปี ร้อยละ 24.5 ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 97.5 และมี สถานภาพการสมรสแล้วและยังอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 60 มีระดับการศึกษามัธยมศึกษา ร้อยละ 50 ประกอบอาชีพค้าขายร้อยละ 27.5 ส่วนใหญ่มีฐานะทางการเงินของครอบครัวอยู่ในระดับพอกินพอใช้ ร้อยละ 77.5 มีจำนวนสมาชิกในครอบครัวอยู่ระหว่าง 4-6 คน และมีจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่มีรายได้อยู่ในกลุ่ม 1-3 คนมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลปัญญาอ่อน คือ เป็นบิดามารดา ร้อยละ 55 แต่พบว่าส่วนใหญ่ผู้ที่ดูแลบุคคลปัญญาอ่อนเมื่ออยู่บ้าน คือ พี่น้อง ร้อยละ 52.5 ข้อมูลทั่วไปของบุคคลปัญญาอ่อน จำนวน 40 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 40 และเพศหญิง ร้อยละ 60 มีระดับเชาวน์ปัญญาอยู่ระหว่าง 35-49 ร้อยละ 52.2 ระยะเวลาที่บุคคลปัญญาอ่อนได้รับการฝึกอบรมจากโรงพยาบาลราชานุกูล อยู่ระหว่าง 2-5 ปี ร้อยละ 50 และจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลราชานุกูลเป็นระยะเวลานาน 6 ปี ร้อยละ 67.5 สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในครอบครัวกับบุคคลปัญญาอ่อน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง คือมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.19 และพบว่าส่วนใหญ่สมาชิกในครอบครัวมีความรู้สึกรังเกียจบุคคลปัญญาอ่อน แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่ายังแสดงความเห็นใจและให้ความช่วยเหลือเมื่อบุคคลปัญญาอ่อนขอความช่วยเหลือ และแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจแก่บุคคลปัญญาอ่อน มีการวางแผนเกี่ยวกับกิจกรรมหรือการดำเนินชีวิตให้แก่บุคคลปัญญาอ่อนและมีสันพันธภาพระดับปานกลางในเรื่องของการพาบุคคลปัญญาอ่อนไปพบแพทย์ การรับประทานอาหารพร้อมกับบุคคลปัญญาอ่อน และพบว่ามีการแสดงออกทางอารมณ์ต่าง ๆ อยู่ในระดับปานกลาง เช่น การแสดงความรู้สึกโกรธไม่พอใจขัดแย้ง ไม่ลงรอยกับบุคคลปัญญาอ่อน แสดงท่าทีรำคาญเบื่อหน่ายบุคคลปัญญาอ่อน ไม่ยอมรับในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลปัญญาอ่อน และนอกจากนี้ยังพบว่ามีลักษณะสัมพันธภาพในระดับต่ำในการชักชวนบุคคลปัญญาอ่อนเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ทักษะการปรับตัวทางสังคมของบุคคลปัญญาอ่อน แบ่งเป็น 7 ทักษะ คือ ทักษะการรับรู้ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะในชีวิตประจำวัน ทักษะสังคม ทักษะชุมชน ทักษะด้านวิชาการและทักษะด้านอาชีพ จากการศึกษาพบว่าทักษะการปรับตัวทางสังคมบุคคลปัญญาอ่อน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง คือ 2.16 และเมื่อพิจารณาในแต่ละทักษะ พบว่ามีค่าเฉลี่ยในระดับมาก คือ ทักษะในชีวิตประจำวัน และทักษะการสื่อความหมาย และมีทักษะการปรับตัวทางสังคมของบุคคลปัญญาอ่อนมีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลาง คือ ทักษะด้านอาชีพ ทักษะการรับรู้ ทักษะทางสังคม ทักษะด้านวิชาการ และทักษะชุมชนของบุคคลปัญญาอ่อนมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำ ผลการวิเคราะห์สมมุติฐาน พบว่า สัมพันธภาพของสมาชิกในครอบครัวบุคคลปัญญาอ่อนที่ดีมีความสัมพันธ์เชิงบวก กับการปรับตัวทางสังคมของบุคคลปัญญาอ่อนที่ดีร้อยละ 40 และพบว่าสัมพันธภาพที่ไม่ดี ของสมาชิกในครอบครัวมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการปรับตัวทางสังคมของบุคคลปัญญาอ่อนที่ไม่ดี ร้อยละ 32.67 สรุปว่าสัมพันธภาพของสมาชิกในครอบครัวบุคคลปัญญาอ่อนที่แตกต่างกันมีผลต่อการปรับตัวทางสังคมของบุคคลปัญญาอ่อนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ข้อเสนอแนะต่อนักสังคมสงเคราะห์ จากการศึกษาดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์เพื่อบุคคลปัญญาอ่อน โดยใช้ครอบครัวและชุมชนเป็นพื้นฐาน (Family and community base) ซึ่งผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ คือ - การที่สมาชิกในครอบครัวไม่ชักชวนหรือพาบุคคลปัญญาอ่อนเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมเนื่องจากมีความรู้สึกรังเกียจบุคคลปัญญาอ่อน นักสังคมสงเคราะห์สามารถมีบทบาทในการช่วยแก้ไขหรือลดความวิตกกังวลของญาติที่มีต่อบุคคลปัญญาอ่อนลงได้ เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจและความรู้สึกที่ดีต่อกัน โดยจัดทำกลุ่มสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับบุคคลปัญญาอ่อนและมีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง - การที่บุคคลปัญญาอ่อนมีทักษะชุมชนอยู่ในระดับต่ำ นักสังคมสงเคราะห์ควรจัดทำโครงการส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในครอบครัวกับบุคคลปัญญาอ่อน เพื่อให้เกิดความใกล้ชิด ความรักใคร่ ตลอดจนสนับสนุนให้สมาชิกในครอบครัวมีความเข้าใจสภาพบุคคลปัญญาอ่อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้บุคคลปัญญาอ่อนมีทักษะการปรับตัวทางสังคมที่ดีต่อไป - นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทเป็นผู้จัดทำหลักสูตรทักษะชุมชน เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้นำไปใช้ในการฝึกทักษะชุมชนให้แก่บุคคลปัญญาอ่อน - ประชาสัมพันธ์รูปแบบการทำงานกับครอบครัวบุคคลปัญญาอ่อน โดยเฉพาะการให้ความรู้เกี่ยวกับการฝึกอบรมทักษะชุมชน ให้นักสังคมสงเคราะห์จากหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วประเทศสามารถให้บริการแก่ครอบครัวบุคคลปัญญาอ่อนในชุมชนต่าง ๆ อย่างทั่วถึง - ประสานงานกับองค์การสวัสดิการสังคมภาคเอกชนในชุมชนต่าง ๆ ที่ให้บริการแก่บุคคลปัญญาอ่อนและครอบครัวทั้งในด้านวิชาการและการให้บริการ ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือชุมชน ควรมีการจัดทำโครงการส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในครอบครัวกับบุคคลปัญญาอ่อน และให้คำปรึกษาแนะนำแก่สมาชิกในครอบครัวและบุคคลปัญญาอ่อน รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ประชาสัมพันธภาพความรู้เกี่ยวกับภาวะปัญญาอ่อน การป้องกันและฟื้นฟูปรับสภาพ ข้อเสนอแนะต่อการทำวิจัยครั้งต่อไป ควรทำวิจัยในเรื่อง สัมพันธภาพในครอบครัวกับการปรับตัวทางสังคมของบุคคลปัญญาอ่อนในหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญาองค์กรเอกชนที่ให้บริการแก่บุคคลปัญญาอ่อน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อจะได้เปรียบเทียบผลการศึกษาในครั้งนี้ด้วย
link how many guys cheat why women cheat on husbands
read website married and want to cheat
cheaters click here read
i want to cheat on my girlfriend should i tell my girlfriend i cheated will my girlfriend cheat
why married men cheat on their wives why women cheat on husbands cheat on my wife
how do i know if my wife cheated dating for married people husband cheated wife
lesbian sex stories stories of train sex sex stories sites
indian sex stories tolobel.com adult sex stories teacher student
the reward joke classic adult jokes jokes stories humor funny site put in plastic panties stories adult
erotic sex adult stories fiction free adult porn stories mom and son tamil sex stories readable
what makes husbands cheat I cheated on my husband percentage of women who cheat

Keywords: สัมพันธภาพ, การปรับตัวทางสังคม, ครอบครัว, สังคม, ปัญญาอ่อน, family, social, mental retardation, MR, child

ปีที่เผยแพร่/Year: 2537

Address: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทบวงมหาวิทยาลัย

Code: 372370000045

ISSN/ISBN: -

Country of publication: ประเทศไทย

Language: ภาษาไทย

Category: เอกสารการวิจัย