เย็นศิระเพราะพระบริบาล ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต

ตระหนักไม่ตระหนก covid-19 ตระหนักไม่ตระหนกก้าวผ่านวิกฤติ covid-19

สุขภาพจิตนี้ขายไม่ได้ แม้แต่ให้ก็ยาก แต่ว่าจะต้องเพาะ

พระบรมราโชวาท: ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2522
รองนายกรัฐมนตรี รมต.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
รมช.สาธารณสุข: กล่าวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมต่อต้านการใช้สารพิษฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

รายละเอียดงานวิจัยเรื่อง/Title Name: การอบรมเลี้ยงดูบุตรก่อนวัยเรียนของมารดาที่ทำงานในสถานีโทรทัศน์

 

ผู้วิจัย/Authors: พรวนา เตียวศิริทรัพย์

ชื่อเรื่อง/Title: การอบรมเลี้ยงดูบุตรก่อนวัยเรียนของมารดาที่ทำงานในสถานีโทรทัศน์

แหล่งที่มา/Source: เอกสารการวิจัยเรื่อง การอบรมเลี้ยงดูบุตรก่อนวัยเรียนของมารดาที่ทำงานในสถานีโทรทัศน์,พ.ศ. 2534

รายละเอียด / Details:

การศึกษาเรื่อง”วิธีการอบรมเลี้ยงดูบุตรก่อนวัยเรียนของมารดาที่ทำงานในสถานีโทรทัศน์” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการอบรมเลี้ยงดูบุตรก่อนวัยเรียน โดยเน้นในเรื่องการปลูกฝังพฤติกรรมการกินและการให้ความรักของมารดาที่ทำงานในสถานีโทรทัศน์ ตลอดจนสาเหตุปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิธีการดังกล่าว การศึกษาเรื่องนี้เป็นการศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง (PURPOSIVE STYDY) โดยศึกษาจากแบบสอบถามประกอบการสัมภาษณ์ด้วยตนเอง กับกลุ่มประชากรทุกราย ซึ่งเป็นมารดาที่กำลังมีบุตรอายุ 0-5 ปี และทำงานอยู่ในสถานีโทรทัศน์เขตกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 53 ราย และวิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าสถิติพื้นฐานคือ ร้อยละ ประกอบกับคำตอบอิสระจากคำถามปลายเปิด ผลการศึกษา พบว่ามารดาที่ทำงานในสถานีโทรทัศน์และบิดาส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร และพักอาศัยอยู่บ้านที่อยู่ปัจจุบันเป็นเวลามากกว่า 5 ปี มีสถานภาพสมรสที่มั่นคงคืออยู่ด้วยกันเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 94.3) บิดามารดาเหล่านี้ส่วนใหญ่มีอายุในช่วง 31-40 ปี (ร้อยละ 75.5) ขณะมารดาตั้งครรภ์คนแรกในช่วงอายุ 26-35 ปี เป็นส่วนมาก (ร้อยละ 81.1) และตั้งครรภ์บุตรคนสุดท้องในช่วงอายุ 26-35 ปี (ร้อยละ 75.0) อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ยังคงมีบุตรเพียงคนเดียว (ร้อยละ 54.7) จากจำนวนบุตรก่อนวัยเรียนทั้งหมด 62 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 0-2 ปี 29 คน และอายุ 2-5 ปี 33 คน และทั้ง 62 คนนี้อยู่ในภาวะโภชนาการเกินกว่าปกติ (ร้อยละ 64.5) เมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักอายุหรือคิดเป็นร้อยละ 46.8 เมือเทียบส่วนสูงตามอายุ มารดาและบิดาส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ (ร้อยละ 94.3 และร้อยละ 96.2 ตามลำดับ) และจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี โดยบิดาทำงานในบริษัทเอกชน ส่วนมารดาทำงานในสถานีโทรทัศน์เป็นเวลามากกว่า 5 ปีแล้ว สำหรับข้อมูลด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่สำคัญ คือ สัมพันธภาพในครอบครัวพบว่า มารดาและบิดาขัดแย้งกันอย่างรุนแรง 1-2 ครั้ง ต่อปี (ร้อยละ 43.4) และอย่างไรก็ตามหากมารดาเกิดความเครียดก็มักจะปรึกษาสามี (ร้อยละ 73.6) ส่วนสัมพันธภาพกับเพื่อนบ้านนั้นมีมาก (ร้อยละ 96.2) โดยมีการพบปะพูดคุย ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือปัจจัยทางเศรษฐกิจพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ มีรายได้ในเกณฑ์เฉลี่ยที่ดีมาก คือ 10,001-30,000 บาท/เดือน (ร้อยละ 60.4) นอกนั้นมีรายได้สูงกว่านี้ และมักมีเงินออมตั้งแต่1,001-3,000 บาท/เดือน (ร้อยละ 35.8) ส่วนในเรื่องของการทำอาหารให้บุตรกินด้วนตนเองนั้น มักทำให้ในช่วงที่บุตรอยู่ในวัยทารก พอโตขึ้นประมาณ 2-5 ปี ก็ฝึกพี่เลี้ยงหรือให้ญาติทำอาหารให้โดยมารดาออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อเศรษฐกิจของครอบครัว ในด้านพฤติกรรมการกินและการให้อาหารบุตร ในช่วง 1-5 ปี มักยึดหลักความรู้จากแพทย์และบุคลากรทางสาธารณสุข เช่น ความเชื่อเรื่องอาหารแสลงในขณะเจ็บป่วย ตั้งครรภ์หรือระยะให้นมบุตร (ร้อยละ 64.2) ซึ่งส่วนใหญ่มีความเชื่อที่ถูกต้อง เช่น ห้ามกินอาหารรสจัดและอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารหมักดอง กาแฟ เป็นต้น ประกอบกับมารดาส่วนใหญ่ก็ได้รับการปลูกฝังมาจากผู้ใหญ่ด้วย และทุกคนคิดว่าควรมีการปลูกฝังในเรื่องนี้ ตลอดจนให้ความรักความเข้าใจแก่บุตรก่อนวัยเรียนของตนด้วย คือหากเกิดปัญหา เช่น การเบื่ออาหาร ซึ่งพบมากในจำนวนบุตรทั้ง 62 คนนี้ มารดาแก้ไขโดยค้นคว้าหาความรู้เพื่อนำมาคิดวิธีการฝึกสอนบุตร นอกจากนี้ยังสอนในเรื่อง สุขลักษณะอื่น ๆ ด้วย เช่น ให้ล้างมือก่อนและหลังกินอาหาร เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน ฯลฯ ตลอดจนควบคุมพฤติกรรมของบุตรให้อยู่ในขอบเขตที่ถูกต้องเหมาะสมและในท้ายที่สุดก็เสนอแนะวิธีการปลูกฝังพฤติกรรมการกินและการให้ความรักแก่บุตรก่อนวัยเรียนซึ่งสรุปได้ดังนี้คือ 1. พยายามให้เวลาอยู่ใกล้ชิดกับบุตรให้มากที่สุด 2. จัดอาหารที่มีคุณค่าไว้ 3. ควบคุมการให้ความรักที่ถูกต้องเหมาะสม 4. ควรมีหลักในการยืดหยุ่นบ้าง 5. เป็นแบบอย่างที่ดี 6. ให้ความยุติธรรม 7. ส่งเสริมความถนัด 8. สอนในเรื่องการปรับตัว 9. ส่งเสริมให้มีคุณธรรมและจริยธรรม จากการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาเห็นว่านักสังคมเคราะห์ที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กและการอบรมเลี้ยงดูเด็กนั้น สามารถจะมีบทบาทในการให้บริการทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม สำหรับทางตรงนั้นอาจกระทำหน้าที่ทั้งในด้านการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟูเด็กก่อนวัยเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการอบรมเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนพัฒนาวิธีการอบรมเลี่ยงดูและพัฒนาเด็กในช่วงวัยนี้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป ส่วนบทบาทในการให้บริการโดยทางอ้อมนั้น อาจให้บริการแก่คนทั่วไปที่เลี้ยงดูเด็กก่อนวัยเรียน สนับสนุนการศึกษาโดยอาจเสนอแนะแนวทางในการศึกษาหรือเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานสะสมไว้ให้แก่ผู้สนใจและศึกษาเพิ่มเติมเพื่อสานต่อโครงการเป็นขั้นตอนและต่อ ๆ มา อันจะเป็นการพัฒนาในด้านนี้ให้เอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติสืบไปเป็นต้น
how do i know if my wife has cheated what to do when husband cheats what is infidelity
what is in the abortion pill website the morning after pill
why men have affairs why women cheat on men they love redirect
how to cheat on my husband how to cheat on my husband my wife cheated
reason women cheat why married men cheat on their wives i dreamed my husband cheated on me
meet to cheat reasons why wives cheat on their husbands why women cheat
how to cheat on your boyfriend how to cheat boyfriend cheat on your boyfriend
why married men cheat on their wives thesailersweb.com cheat on my wife
erotic sex adult stories fiction free adult porn stories mom and son tamil sex stories readable

Keywords: child, child psychiatry, psychiatry, เด็ก, จิตเวช, จิตเวชเด็ก, จิตเวชศาสตร์, มารดา, สตรี

ปีที่เผยแพร่/Year: 2534

Address: คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทบวงมหาวิทยาลัย

Code: 372340000039

ISSN/ISBN: -

Country of publication: ประเทศไทย

Language: ภาษาไทย

Category: เอกสารการวิจัย