ขอสอบถามชื่อยาต้านซึมเศร้าชื่อทางการค้า oxy
   ญาติผู้ป่วย
   วันที่: 26/2/2007
   เวลา: 07:34

 
หมอจ่ายยาต้านซึมเศร้าพ่อมาครับชื่อยาต้านซึมเศร้าทางการค้าคือ oxy ไม่ทราบว่ายาตัวนี้มีชื่อสามัญว่าอะไรครับและผลข้างเคียงเป็นอย่างไร เพราะหมอไม่ได้แจ้งให้ทราบ
ลักษณะของยาเป็นยาเม็ดสีเหลือง


   ความคิดเห็นจากคุณ พยาบาลคลินิกคลายเศร้า
    : depress2005@hotmail.com
   วันที่: 1/3/07
   เวลา: 10:54

 
- ปรึกษาเภสัชของโรงพยาบาลศรีธัญญาให้แล้วค่ะ ให้ข้อมูลว่าไม่แน่ใจค่ะ ว่าเป็นตัวเดียวกับ Fluoxetine หรือเปล่า ให้ถามแพทย์ที่ทำการรักษานะคะ

   ความคิดเห็นจากคุณ ญาติผู้ป่วย
    : btx2424@hotmail.com
   วันที่: 1/3/07
   เวลา: 15:30

 
พอดีเป็นโรคนี้ทั้งพ่อและแม่ครับ โดยพ่อเป็นก่อน อาการค่อนข้างมาก และแม่ก็เป็นตามมา เลยพาไปพบจิตแพทย์ที้งสองคน ถามหมอแล้วว่ายาที่ให้พ่อกับแม่เป็นยาอะไร หมอตอบแค่ว่าเป็นยาคนละตัวกันไม่เหมือนกัน แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก ที่ถามเพราะจะได้ไปค้นคว้าเรื่องผลข้างเคียง เพราะตอนพ่อเริ่มทานยา มีผลข้างเคียงมากครับ กระวนกระวาย เวียนหัว มือสั่น ลิ้นแข็ง
พอออกมารอรับยาเลยถามที่เค้าเตอร์ จนท.ก็เขียนใบนซองยาแต่เขียนชื่อทางการค้า ของแม่ได้ยาเป็น Flulox 20 mg ( Fluoxetine ) และ nortriptyline 10 mg. ของพ่อ พอดีดูไม่ทันเห็นเขาเขียน oxy และ dtivan 0.5 mg.( ตัวนี้ลองเช็คดูแล้วก็คือ ativan เป็นยาคลายกังวลครับ )

   ความคิดเห็นจากคุณ พยาบาลคลินิกคลายเศร้า
    : depress2005@hotmail.com
   วันที่: 2/3/07
   เวลา: 09:22

 
- พวกเราชื่นชมมากค่ะ ที่สนใจใส่ใจที่จะศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการรักษา เพื่อสามารถดูแลคุณพ่อคุณแม่ได้เต็มที่ เพราะเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ที่จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับความทุกข์ จากโรคซึมเศ้าดีขึ้นได้ ดีมาก ๆ เลยค่ะ
-อาการกระวนกระวายเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ ในช่วงแรก ๆ และอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น กรณีทนผลข้างเคียงไม่ได้ ยารักษษโรคซึมเศร้า มีหลายตัวมากปรับเปลี่ยได้ค่ะ
-ที่คลินิกคลายเศร้า เรื่องสำคัญอันดับแรกที่ต้องบอกให้ผู้ใช้บริการทราบหลังจากที่แพทย์สั่งยาให้ คือ ผลข้างเคียงของยา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้บริการตกใจหากมีผลข้างเคียงของยาเกิดขึ้น และจิตแพทย์อนุญาติให้แนะนำผูใช้บริการว่า กรณีมีอาการจากผลข้างเคียงของยา สามารถลดขนาดยาลงดครึ่งหนึ่งได้ เช่น จาก 1 เม็ด เป็น ครึ่งเม็ดค่ะ
-มีอะไรให้พวกเราช่วยก็แจ้งมานะคะ

   ความคิดเห็นจากคุณ Jenny
    : jenny_ais@hotmail.com
   วันที่: 5/3/07
   เวลา: 11:15

 
เนื่องจากสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่มีการแข่งขันสูงและประชากรจำนวนมากมีโอกาสที่จะพบเจอเรื่องราวที่บั่นทอนสุขภาพจิต ดิฉันได้อ่านหนังสือและมีหลายๆเรื่องที่น่าสนใจรวมไปถึงน่าที่จะแบ่งปันความรู้ที่ได้รับมาให้กับคนไทยของเราเพื่อให้มีสุขภาพจิตที่แข็งแรงเพราะจากสื่อที่พบเจอทุกวันนี้ “ โรคซึมเศร้า “ ได้เข้ามามีอิทธิพลสูงในคนหลายๆคน ซึ่งโรคนี้เป็นอีกโรคที่มีความสำคัญมากแต่คนส่วนใหญ่จะมองข้ามความสำคัญไป มีวิธีสังเกตได้โดยให้บุคคลใกล้ชิดสังเกตอาการบุคคลใกล้ตัวว่ามีอาการดังที่จะกล่าวต่อไปหรือไม่ หากพบข้อผิดสังเกตให้ปรึกษาจิตแพทย์ทันทีเพื่อการรักษาที่ทันท่วงที การพบจิตแพทย์ไม่ได้หมายความว่าบุคคลผู้นั้นเป็นโรคจิตหรือเป็นบ้านะค่ะ
ขอให้ทุกคนมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บนะค่ะ
ทฤษฎีการทำงานของสมอง
เซลล์สมองแต่ละเซลล์ มีใยประสาทตัวส่งหรือ Axon และใยประสาทตัวรับหรือ Receptor เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้น ประจุไฟฟ้าในเซลล์สมองหรือ Neurons จะประทุขึ้นส่งผลให้เซลล์สมองหลั่งสารเคมีและฮอร์โมน นูโรทรานสมิทเทอร์ส ที่ทำหน้าที่ช่วยส่งข้อมูลข่าวสารผ่าน “ จุดเชื่อม “ หรือ Synapse
หากสมองมีการทำงานรับและส่งบ่อยๆ จุดเชื่อมจะแข็งแรงขึ้น และตัวรับส่งข้อมูลก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น มีผลทำให้ระบบการทำงานในสมองของคนดีขึ้น โดยทั่วไปในระหว่างนอนหลับสมองจะทำงานรับส่งข้อมูลเหล่านี้มากขึ้น จนในช่วงปลายของการนอนเต็มที่ คนจะเริ่มฝัน การฝันมากจึงเป็นเรื่องดีที่ว่าสมองได้ทำงานมากแต่คนที่นอนตื่นเร็วกว่าเวลาการนอนปกติ อาจเสียโอกาสนี้ไป
ในคนปกติทั่วไป ตอนกลางคืนสมองจะส่งสารเคมีที่ทำให้คนรู้สึกสงบและผ่อนคลายมากขึ้น แต่ในตอนเช้าจะส่งสารเคมีกระตุ้นที่ทำให้คนรู้สึกกระฉับกระเฉงมากขึ้น และในระหว่างการออกกำลังกายก็จะส่งระดับของสารเคมี ที่ทำให้ตื่นเต้นและมีความสุขและอาจเพิ่มสารเคมีแห่งความสุข ส่วนในระหว่างที่เครียด สมองจะลดสารเคมีแห่งความสุขและอาจเพิ่มสารเคมีแห่งความทุกข์ ทำให้คนเกิดความรู้สึกเศร้า เครียด วิตกกังวล และเป็นทุกข์
สมองยังมีระบบทบทวนความจำและเปรียบเทียบ เป็นเหตุให้คนมีความเครียดหรือทุกข์น้อยลง เมื่อเจอเหตุการณ์ซ้ำที่เคยผจญมาก่อนหน้านี้แล้ว

รู้จักสารเคมีของสมองที่ทำให้อารมณ์ดี
1. สารเคมีในสมองที่สำคัญที่สุดและมีผลต่อการไม่เครียด คือ เซโรโทนิน ( Serotonin ) ที่ทำให้คนเรารู้สึกอารมณ์ดี คิดว่าตนเองมีคุณค่า ทำให้นอนหลับง่าย ร่างกายจะมีปัญหาการผลิตสารเซโรโทนินถ้าเกิดความรู้สึกเครียด ไม่ได้ออกกำลังกาย รับประทานอาหารขาดคุณค่าทางโภชนาการ ไม่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ หรืออยู่ในที่ร้อนอบอ้าว เมื่อร่างกายขาดเซโรโทนิน ทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล ความโกรธเกรี้ยว การซึมเศร้า นอนไม่หลับ รู้สึกพักผ่อนไม่เพียงพอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย วิงเวียน เซโรโทนิน ยังเป็นสารที่ช่วยให้การทำงานของสมองทำงานอย่างถูกต้องแม่นยำเหมือนเป็น “ ระบบเข็มนาฬิกา “ ของสมอง ที่ทำให้ทุกอย่างหมุนไปตามจังหวะเดิม
2. สารตัวต่อมาที่มีมากแล้วทำให้คนรู้สึกสดชื่น ฟื้นจากการเจ็บป่วยเร็ว และยังทำหน้าที่เป็นฮอร์โมน “ ต้านความแก่ “ โดยธรรมชาติตัวหนึ่งคือ เมโลทานิน ( Melotanin ) ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวเนื่องกับเซโรโทนินนั่นเอง ในแต่ละวันเซโรโทนินจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีกลายเป็นสารที่มีส่วนผสมคล้ายกัน เรียกว่า เมโลทานิน และสารเมโลทานินนั้นจะเปลี่ยนแปลงกลับมาเป็นเซโรโทนิน
3. สารด้านบวกอีกตัวที่สมองต้องการ เพื่อสู้กับความเครียด คือ เอ็นโดรฟีน ( Endrophine ) สารตัวนี้ทำให้คนเกิดความสุข และช่วยให้สมองทำงานดี การขาดสารนี้จะทำให้คนรู้สึกขาดความสุข โลกขาดสีสัน ไร้อารมณ์รัก รู้สึกตัวเองบกพร่องอ่อนไหวเกินเหตุ
4. สารเคมีสร้างความรู้สึกที่ดีตัวต่อมาคือ โดปามีน ( Dopamine ) เป็นตัวช่วยในระบบความจำ สร้างสมาธิ ทำให้หรรษา และควบคุมการหลั่งน้ำย่อยให้เป็นปกติ โดปามีนนี้ทำงานโดยสัมพันธ์กับเอ็นโดรฟีน คือ เมื่อโดปามีนลดลงเอ็นโดรฟีนจะลดลงด้วย จึงทำให้เกิดความทุกข์ แม้ได้ทำกิจกรรมปกติที่เคยทำแล้วสนุก คนป่วยก็จะรู้สึกเจ็บ เมื่อโดปามีนเพิ่มขึ้นยังกระตุ้น อ็อกซี่ท็อกซิน ( Oxytocin ) ที่ทำให้คนมีความรู้สึกทางเพศ มีอารมณ์ผูกติดกับผู้อื่น อยากถูกกอดจูบลูบคลำ
5. สารเคมีในสมองที่สำคัญอีกตัวคือ กาบ้า ( Gamma Amino Butyric Acid / GABA ) สารนี้เรียกอีกอย่างว่าเป็น “ ยาแก้ปวดโดยธรรมชาติ “ ช่วยบำบัดความเจ็บปวดขากบาดแผล คลายเครียด คลายกังวล ทำให้สงบ การขาดสารนี้จะมีผลทำให้รู้สึกไม่มั่นคง หวาดกลัว ผวา วิตกกังวล และทำให้ร่างกายขาดเซโรโทนิน โกรธง่าย และอารมณ์ไม่แจ่มใส นอนไม่หลับ
6. สมองยังมีสารเคมีกลุ่มกระตุ้นสมอง หรือ Excitatory อย่างเช่น นอร์ไพน์ฟรีน ( Norepinephrine ) ที่ทำให้คนตื่นเต้น รู้สึกมีความสุข คลายความซึมเศร้า มีหลังงาน มีความต้องการทางเพศ และช่วยกระตุ้นความคิด ทำให้คิดเร็วมีหลักการ แต่ถ้ามีมากจะทำให้ความรู้สึกทางอารมณ์ตอบรับเร็วขึ้น รวมไปถึงอาการโกรธด้วย
7. สารความรู้สึกบวกที่สำคัญอีกสองตัวคือ อะซีทิลโคลีน ( Acetylcholine ) ที่ทำให้คนมีความรู้สึกตื่นตัว ความจำดีขึ้น ประสิทธิภาพทางเพศดี และขับปล่อยฮอร์โมนเจริญเติบโต
8. อีกตัวคือ เพนนิลทัลมีน ( Phenylethylmine / PEA ) ทำให้คนมีความรู้สึกสุขขึ้นมาแบบวูบวาบ ชั่วครั้งชั่วคราว
รู้จักกับสารเคมีต้านความสุข
ตัวสำคัญ คือ คอร์ติซอล ( Cortisol ) เป็นสารเคมีที่ในระดับเบื้องต้นจะไม่เป็นอันตรายใดๆ นอกจากทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจหรือเครียด และตื่นตัวขึ้นเล็กน้อยซึ่งบางครั้งอาจเป็นผลดีต่อการทำงาน แต่ถ้ามีมาก สารตัวนี้จะทำให้คนเกิดปัญหา ซึมเศร้า อารมณ์ทุกข์ วิตกกังวล ขาดความกระตือรือร้น หมดอารมณ์ทางเพศ และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันมีปัญหา ที่สำคัญคือส่งผลถึงความจำ ทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ รวมถึงสูญเสียวงจรการทำงานเชื่อมโยงระหว่างร่างกายกับสมองได้

ความซึมเศร้า ( Depression )
อาการบ่งชี้ว่าคุณกำลังมีความซึมเศร้า
• มีอาการโศกเศร้าเสียใจ หมดอาลัยตายอยากไม่เลิกรา
• มีอารมณ์อ่อนไหว เปลี่ยนแปลงง่าย
• รู้สึกไม่สบาย น้อยใจ ไม่มีใครรัก
• ไม่มีสมาธิและความจำเสื่อม
• รู้สึกไม่มีความหวังเกี่ยวกับอนาคต
• รู้สึกมองโลกในแง่ร้ายอย่างมาก
• มีความรู้สึกวิตกกังวลอย่างยิ่ง คิดมาก
• มีความคิดฟุ้งซ่าน สับสน
• ขาดความสนใจ ไม่มีสมาธิ และตัดสินใจไม่ได้
• เกิดประสาทหลอน หูแว่ว
• ขาดความสนุกในสิ่งที่เคยทำเป็นประจำ
• ร่างกายอ่อนเปลี้ย เพลีย วิงเวียน ไม่มีแรง
• ความจำเสีย จำอะไรไม่ค่อยได้
• นอนไม่หลับ หรือนอนหลับมากเกินไป
• ขาดความสนใจในอาหาร น้ำหนักลด หรือรับประทานมากเกินไป น้ำหนักขึ้น
• รู้สึกเบื่อหน่ายชีวิต
• คิดอยากตายหรือหนีไปให้พ้น

อาการซึมเศร้าต้องเป็นอาการผสมผสานของอาการในหน้าที่ 4 อย่างน้อยสามอาการเข้าด้วยกัน และต้องต่อเนื่องอย่างน้อยสองสัปดาห์โดยไม่มีแนวโน้มจะปรับปรุงให้ดีขึ้น คนที่มีอาการตามหลักการที่ชี้ว่าเป็นอาการซึมเศร้าที่กล่าวไว้ถึงห้าอาการขึ้นไป แสดงว่ามีความซึมเศร้าขั้นร้ายแรง และจะปฏิเสธโลกด้วยการเงียบเฉย ไม่แสดงกริยาใดๆ หรือบางรายจะเริ่มคิดถึงการลาโลกด้วยความตาย
บางครั้งอาการซึมเศร้ามาอย่างเฉียบพลัน แต่บางคนพยายามตั้งรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น การสูญเสียครั้งใหญ่ โดยการเก็บกดความรู้สึกไว้ แต่ความซึมเศร้าค่อยๆ แทรกมาอย่างช้าๆ
คนบางคนที่สามารถควบคุมความรู้สึกได้ดี อาจเก็บความซึมเศร้าไว้ลึกมากและประพฤติตัวเป็นปกติ แต่ความรู้สึกจะเปราะบาง ปะทุง่ายเมื่อได้ยินคำปลอบโยนหรือได้รับการกอดประโลมขวัญ
คนซึมเศร้าบางคนจะมีอารมณ์ปรวนแปรหรือที่เรียกว่า Mood Swing หรือมีอาการป่วยทางกายอื่นๆ เช่น อ่อนเพลี้ยเพลียแรง หรือขาดความรู้สึกกระตือรือร้น
ความซึมเศร้าบางกรณีอาจเกิดจาก อาการเจ็บป่วยทางร่ายกายเป็นระยะเวลานาน หรือ Chronic Pain ซึ่งทำให้ผู้ป่วยนอนไม่ค่อยหลับ และมีผลต่อการหลั่งสารเคมีในสมองที่มีผลต่ออารมณ์
ผู้ป่วยจะรู้สึกไร้ประโยชน์ ควบคุมตัวเองไม่ได้ เพราะไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันปกติได้ ทำให้มีอารมณ์แปรปรวน ในระยะยาวอาจรู้สึกกดดันและอยากหาทางออกด้วยการหนีโลก
ในกรณีนี้ นอกจากการให้กำลังใจผู้ป่วยว่า โรคร้ายจะหายไป ต้องใช้วิธีอื่นๆรวมกันคือ การออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ และการรับประทานยาสมุนไพรเพื่อลดความซึมเศร้า และทำให้สมองผ่อนคลาย นอนหลับง่าย

แบบทดสอบ คุณเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่
1. คุณยังมีอาการโศกเศร้า เสียใจ ร้องไห้ กับเหตุการณ์ร้ายที่ผ่านมากว่าหนึ่งปีแล้ว
( ) ใช่
( ) ไม่ใช่
2. คุณรู้สึกหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต
( ) ใช่
( ) ไม่ใช่
3. คุณรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม
( ) ใช่
( ) ไม่ใช่
4. คุณรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่มีความหวังอะไรเหลืออยู่
( ) ใช่
( ) ไม่ใช่
5. คุณเป็นทุกข์กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากว่าสองอาทิตย์แล้ว
( ) ใช่
( ) ไม่ใช่
6. คุณครุ่นคิดกับปัญหาใดปัญหาหนึ่งมานานกว่าหนึ่งเดือน ทั้งที่เป็นปัญหาที่คุณแก้ไม่ได้
( ) ใช่
( ) ไม่ใช่
7. คุณไม่มีความสุขเลย รู้สึกไม่สบายใจตลอดเวลา
( ) ใช่
( ) ไม่ใช่
8. คุณรู้สึกน้อยใจ ที่ไม่มีใครรักคุณเลย
( ) ใช่
( ) ไม่ใช่
9. คุณรู้สึกสับสน ฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิทำอะไร
( ) ใช่
( ) ไม่ใช่
10. คุณอยากฆ่าตัวตาย
( ) ใช่
( ) ไม่ใช่

ถ้า “ ใช่ “ คุณได้ 1 คะแนน
ถ้า “ ไม่ใช่ “ คุณได้ 0 คะแนน

ตรวจระดับความซึมเศร้าของคุณ
ไม่ถึง 3 คะแนน ไม่มีปัญหา
3 – 5 คะแนน คุณมีปัญหาความซึมเศร้าอยู่บ้าง
6 – 8 คะแนน คุณต้องรีบบำบัดด้วยวิธีทางเลือก
8 คะแนนขึ้นไป คุณควรรีบปรึกษาจิตแพทย์และรับการบำบัดทันที

ขอขอบคุณเอกสารอ้างอิง
พิชิตความเครียดด้วยวิธีธรรมชาติ เขียนและเรียบเรียงโดย สุคนธพันธุ์ วีรวรรณ
พิมพ์ครั้งที่ 1 : มีนาคม 2548 โดยบริษัท แบร์ พับลิชชิ่ง จำกัด

โรคซึมเศร้าคืออะไร
ความรู้สึกทุกข์ใจ เศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ เป็นสิ่งธรรมดาของชีวิต คนทั่วไปอาจมีความรู้สึกเหล่านี้ได้เป็นครั้งคราวมากหรือน้อย บ่อยๆ หรือ นานๆครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและความสามารถในการปรับตัวของบุคคล แต่ถ้ารู้สึกแบบนี้บ่อยๆในระยะเวลานานเกินไป หรือรู้สึกเศร้าอย่างรุนแรงจนดำเนินชีวิตประจำวันไม่ได้ ก็ถือว่าเป็นโรคซึมเศร้า ( Depression )
โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่พบบ่อย ประชากร 5 ใน 100 คน จะเป็นโรคซึมเศร้าระดับรุนแรง และอีก 5 ใน 100 คน จะมีอาการซึมเศร้าระดับปานกลาง ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตโรคนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้และเกิดได้กับคนทุกอายุทุกฐานะ ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าผู้ชาย
อาการของโรคซึมเศร้า
ผู้ที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจะมีอาการผิดปกติในด้านต่างๆดังนี้
ด้านอารมณ์ รู้สึกเศร้าหมอง กังวล หดหู่ใจ ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ บางทีอาจมีอารมณ์หงุดหงิดและโกรธง่าย เบื่อ เซ็งหมดความสนใจในสิ่งรอบตัวและความสนุกสนานในชีวิต
ด้านความคิด สมาธิไม่ดี ขี้ลืม จดจ่อกับงานตรงหน้าไม่ได้ ตัดสินใจเรื่องต่างๆได้ช้า แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆก็ตาม ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง พยายามแยกตัวจากผู้อื่น คิดว่าตนเองไร้ค่า เป็นคนเลวหรือไม่มีอะไรดีเลย ช่วยตัวเองไม่ได้ หมดหวัง ท้อแท้ คิดอยากตาย หรือพยายามฆ่าตัวตาย
ด้านร่างกาย นอนไม่หลับ ( บางรายอาจนอนมากเกินไป ) เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ( ในบางรายอาจกินมากเกินไปและน้ำหนักเพิ่ม ) รู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลีย ปวดตามที่ต่างๆ ความรู้สึกทางเพศลดลง
ผู้ป่วยบางคนอาจเป็นโรคซึมเศร้าเพียงครั้งเดียว แต่บางคนอาจเป็นๆหายๆ การดูแลรักษาที่ดีจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคซึมเศร้าบ่อยๆได้
อะไรเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของจิตใจหรือบุคลิกภาพตามที่คนทั่วไปเข้าใจกัน ในปัจจุบันทางการแพทย์พบว่า โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นมาจากการที่สารเคมีในสมองที่เรียกว่า Neurotransmitter มีระดับไม่สมดุล ในสมองมีสารประเภทนี้หลายตัว เช่น Serotonin , Dopamine , Norepinephrine ฯลฯ สารพวกนี้จำเป็นในการทำงานของเซลล์สมอง เมื่อระดับของสารแต่ละตัวเปลี่ยนแปลงไป สมองแต่ละส่วนก็จะทำหน้าที่แปรปรวนเกิดเป็นอาการผิดปกติต่างๆดังที่กล่าวมาแล้ว มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ระดับสารเคมีเปลี่ยนแปลงไป เช่น พันธุกรรม ความเปราะบางทางชีวภาพเฉพาะบุคคล รวมไปถึงความตึงเครียดในชีวิตประจำวัน เป็นต้น
การบำบัดรักษาโรคซึมเศร้า
การบำบัดรักษาโรคซึมเศร้ามี 2 แบบ คือ การบำบัดด้วยยาและการบำบัดทางด้านจิตใจ ทั้งสองวิธีนี้จะต้องทำควบคู่กันไป การบำบัดด้วยยาจะทำให้อาการเศร้าดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนการบำบัดทางด้านจิตใจ โดยวิธีการพูดคุยให้คำปรึกษานั้นจะช่วยให้ผู้ป่วยมีการปรับตัวที่เหมาะสมขึ้น และสามารถจัดการกับความเครียดในชีวิตได้ดีขึ้น ในรายที่มีอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรงแพทย์อาจรักษาโดยการใช้ไฟฟ้ากระตุ้น ( Electroconvulsive Therapy ) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลเร็วมากและมีความปลอดภัยเช่นกัน

การรักษาด้วยยา
ยาที่รักษาโรคซึมเศร้าจะช่วยยให้อารมณ์ของคุณดีขึ้น ความเศร้า กังวลและตึงเครียดจะลดน้อยลง ความรู้สึกที่ดีต่างๆจะกลับคืนมา เช่น ความเชื่อมั่นในตนเอง ความหวัง ความสนใจในกิจกรรมต่างๆ และความสนุกสนานในชีวิต รวมไปถึงความอยากอาหารและความรู้สึกทางเพศ แม้ว่าปัญหาและความตึงเครียดต่างๆในชีวิตยังคงมีอยู่ แต่คุณจะมีความรู้สึกดีขึ้น มีความหวังมากขึ้น และพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น นอกจากยาจะช่วยให้อาการดีขึ้นแล้วการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้โรคกำเริบขึ้นมาอีก
กลไกของยา
ยาที่รักษาอาการซึมเศร้ามักออกฤทธิ์โดยการไปเพิ่มระดับของสาร Serotonin ในสมองโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จึงจะเห็นผลของยาชัดเจน ดังนั้นคุณจะต้องไม่ใจร้อน ถ้าอาการเศร้าของคุณยังไม่ดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน ก็จงกินยาต่อตามแพทย์สั่งเมื่อสองสัปดาห์ผ่านไปคุณก็จะรู้สึกอาการดีขึ้น
เมื่อคุณเริ่มมีอาการดีขึ้นแล้วสิ่งที่ต้องจำไว้ก็คือ คุณจะต้องกินยาต่อเพราะอาการที่เริ่มดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าคุณหายดีแล้วในสัปดาห์ต่อไปที่คุณกินยาอาการของคุณจะดีขึ้นอีกความรู้สึกเศร้าจะลดลง จิตใจจะแจ่มใสขึ้น แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นคุณควรจะปรึกษาแพทย์เพราะอาจจะต้องมีการปรับขนาดของยาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
จะหยุดยาเมื่อไหร่
แพทย์จะเป็นผู้กำหนดว่าคุณควรหยุดยาเมื่อไหร่ สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกถึงก็คือ ถ้าคุณหยุดยาก่อนเวลาอันควรหรือก่อนที่ระดับ Serotonin ในสมองจะกลับสู่ปกติอาการซึมเศร้าก็อาจกำเริบได้ โดยทั่วไปแพทย์จะให้กินยาต่อประมาณ 4 – 6 เดือน หลังจากที่เริ่มมีอาการดีขึ้นแล้ว ดังนั้นถ้าคุณจำเป็นจะต้องหยุดยาก็ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อน โดยทั่วไปไม่มีผลเสียใดๆจากการกินยาเป็นเวลายาวนาน
ข้อห้ามของการใช้ยา
การใช้ยารักษาโรคซึมเศร้านั้น จำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยมีโรคทางกายอื่นๆ หรือกำลังกินยาชนิดอื่นอยู่ด้วย ดังนั้นคุณควรแจ้งให้แพทย์ที่ดูแลทราบโดยละเอียดว่าคุณป่วยเป็นโรคใดและกำลังกินยาชนิดใดอยู่บ้าง
ผลข้างเคียงของยา
ถ้าคุณกินยาตามขนาดและเวลาที่แพทย์สั่ง ก็มักจะไม่พบผลข้างเคียงใดๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนอาจมีความไวต่อยาและเกิดอาการข้างเคียงบางประการในช่วงแรก เช่น อาจมีอาการ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ง่วงนอน หรือนอนไม่หลับ เป็นต้น แต่อาการเหล่านี้จะหายไปภายในสองสัปดาห์เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้ โดยทั่วไปอาการข้างเคียงมักเป็นไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ แต่ถ้าคุณเกิดอาการไม่สบายขึ้นมาอย่างมากคุณก็ควรจะปรึกษาแพทย์
ทำอย่างไรจึงจะไม่ลืมกินยา
ยาแก้อาการซึมเศร้าจะเกิดผลดีต่อเมื่อกินทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องไม่ลืมกินยา วิธีที่จะช่วยไม่ให้ลืมก็โดยวางยาไว้ในที่ซึ่งคุณมองเห็นง่าย ( แต่ต้องระวังอย่าให้เด็กหยิบได้ ) และกินให้เป็นเวลา เช่นทุกวันหลังอาหารเย็น หรือหลังจากแปรงฟัน หรือก่อนเข้านอน เป็นต้น
ถ้าคุณลืมกินยาตามเวลา ก็ให้กินยาทันทีที่นึกได้ และกินมื้อต่อไปตามกำหนดเดิม แต่ถ้าวันไหนคุณลืมกินยาก็ไม่ต้องเพิ่มขนาดในวันต่อไป แต่ให้กินตามขนาดและเวลาเดิม
คุณจะมีอาการซึมเศร้าอีกไหม
คนบางคนอาจมีอาการซึมเศร้าเพียงหนึ่งหรือสองครั้งในชั่วชีวิตแต่บางคนก็อาจมีอาการหลายครั้ง ผู้ที่มีอาการมาหลายครั้งแล้ว ก็มักจะมีอาการซึมเศร้าครั้งใหม่ในเวลาไม่นานนัก
เนื่องจากโรคซึมเศร้ามักมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต สัมพันธภาพ การงานและการศึกษาเล่าเรียนมาก แพทย์อาจแนะนำให้คุณกินยานานกว่า 6 เดือน เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีอาการกำเริบอีก ดังนั้นคุณควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ขอขอบคุณเอกสารอ้างอิง
สิ่งควรรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง อุมาพร ตรังคสมบัติ
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


กำลังใจที่มีให้กับเพื่อนมนุษย์สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด จงเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดี แข็งแรงนะค่ะ















   ความคิดเห็นจากคุณ โอ๋
    : luxchalita.p@egat.co.th
   วันที่: 19/4/12
   เวลา: 13:37

 
ได้อ่านข้อมูลเรื่องโรคซึมเศร้าแล้ว คิดว่าตัวเองอาจจะเป็นอยู่ค่ะ เพราะมีอาการหลาย ๆ อาการที่ตรงกับข้อมูลที่บอกไว้ อยากรักษาให้หายจังเลยค่ะ ตอนนี้ปวดหัวมาก คุณหมอสั่งยา Alprazolam และ nortriptyline ให้ทานก่อนนอนค่ะ ยิ่งช่วงนี้รู้สึกสับสน ฟุ้งซ่าน และไม่อยากที่จะทำอะไรเลย หดหู่ เศร้าใจ เหงาค่ะ เหมือนไม่มีใครเลยค่ะ ช่วยด้วยนะค่ะ

ร่วมแสดงความคิดเห็น
Name*
Email*

ความคิดเห็น *

  พิมพ์คำว่ากันแสปมก่อนทำการส่งข้อมูลครับ.

 

DMH
Top  |  Home  |  ประวัติ  |  แบบทดสอบ  |  ฐานข้อมูลวิจัย  |  ข่าว/บทความ  |  ถาม-ตอบ  |  สมุดเยี่ยมชม  | 
© 2005 คลินิคคลายเศร้า รพ.ศรีธัญญา. เลขที่47 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000.
โทรศัพท์ : 0-2525-0981-5, 0-2525-2333-5 | แฟกซ์ :0-2526-2894 

คลินิกคลายเศร้าให้บริการปรึกษาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าที่หมายเลข 02-5250981-5 ต่อ 1652, 1752 ในวันและเวลาราชการ