== ยัน 'หมอเผ่า' อาการดีขึ้นมาก แพทย์อนุญาตกลับบ้านได้(22/3/50) ===
ยัน 'หมอเผ่า' อาการดีขึ้นมาก แพทย์อนุญาตกลับบ้านได้

รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตชี้ “ประกิตเผ่า” อาการทุเลาขึ้นมากแล้ว หลังจากรักษาตัวมาเดือนเศษ หากอยากกลับบ้านก็สามารถกลับได้ทันที แต่ครอบครัวพ่อแม่และเมียต้องยินยอม ส่วนสารซูโดอีเฟดรีน อย.แจง เป็นส่วนผสมในยาแก้หวัดคัดจมูก จัดเป็นยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทสอง ใช้ในสถานพยาบาลและแพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายเท่านั้น ในเมืองไทยมีขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมด 232 ตำรับ

จากเรื่องราวเหมือนกับหนังชีวิตของ นพ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ เจ้าของสถาบันกวด วิชาแอพพลายด์ฟิสิกส์ ที่ป่วยทางจิตแล้วถูก รศ.เพลินจิต นพ.ประกิตพันธ์ และนางอลิสา ทมทิตชงค์ มารดา พี่ชาย และภรรยา นำตัวเข้ารักษาที่ รพ.ศรีธัญญา แพทย์ตรวจพบสารอีเฟดรีน อยู่ในร่างกายมากกว่าปกติ 200 เท่า แต่กลับถูก น.ส.เปมิกา วีรชัชรักษิต นิสิตปี 4 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อนสาวคนสนิทของ นพ.ประกิตเผ่า ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ รพ.ศรีธัญญา ปล่อยตัว นพ.ประกิตเผ่า เพราะถูกควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลไต่สวนแล้วเชื่อว่า นพ.ประกิตเผ่า ป่วยทางจิตจริง จึงมีคำสั่งให้รักษาตัวต่อไป ขณะที่ น.ส.เปมิกา ถูก นางอลิสา ฟ้องศาลฐานประพฤติชู้สาว และเรียกค่าเสียหาย 27 ล้านบาท นอกจากนั้นยังให้กองปราบปรามหาที่มาของสารอีเฟดรีนจนทราบว่าสารที่อยู่ในร่างกาย นพ.ประกิตเผ่า เป็นสารซูโดอีเฟดรีน ไม่ใช่สารอีเฟดรีน และสืบสวนหาเงินจำนวน 20-30 ล้านบาท ของ นพ.ประกิตเผ่า ที่หายไปจากบัญชีเงินฝากว่าไปอยู่กับใคร ตามที่เสนอข่าวไปให้ทราบตลอดนั้น

ต่อมา เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า จากกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับสารที่ตรวจพบในปัสสาวะของ นพ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ เป็นสารซูโดอีเฟดรีน ไม่ใช่สารอี เฟดรีนอย่างที่เข้าใจในตอนแรก อย.ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารดังกล่าวเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้บริโภค โดยส่วนใหญ่ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) มีการขึ้นทะเบียนตำรับยาในรูปแบบของยาสูตรผสมที่มีขนาดของยาคงที่ ร่วมกับตัวยาอื่นตั้งแต่ 2-4 ชนิด ขึ้นไป เช่น ยาต้านฮีสตามีนร่วมกับยาบรรเทาอาการคัดจมูก หรือยาต้านฮีสตามีนร่วมกับยาแก้ไข้ ยาบรรเทาอาการคัดจมูก ยาลดไข้ เป็นต้น

จากข้อมูลทะเบียนตำรับยาที่มีซูโดอีเฟดรีนเป็นส่วนประกอบถึง ณ วันที่ 20 มี.ค. 2550 มีทะเบียนตำรับยาทั้งสิ้น 232 ตำรับ เป็นรูปแบบยาเม็ด 121 ตำรับ ยาแคปซูล 17 ตำรับ และยาน้ำ 94 ตำรับ โดยมีผู้ได้รับอนุญาตผลิต 64 ราย และผู้รับอนุญาตนำเข้า 5 ราย ซูโดอีเฟดรีนเป็นยาช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก การใช้ ยานี้อาจใช้เฉพาะที่ โดยวิธีพ่นหรือหยอดเข้ารูจมูก ซึ่งยาจะออกฤทธิ์เร็วเพราะสัมผัสโดยตรงกับเยื่อจมูก แต่ในกรณีที่ต้องใช้ยานานเกินกว่า 5 วัน จะใช้วิธีรับประทาน เพราะการใช้ยาหยอดจมูก นาน อาจทำให้มีอาการคัดจมูกเพิ่มขึ้น และอาจเกิดการระคายเคืองกับเยื่อจมูกได้

รองเลขาธิการ อย.กล่าวด้วยว่า กรณีของซูโดอีเฟดรีนที่เป็นตำรับยาเดี่ยว จัดเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 2 ซึ่งต้องใช้ในสถานพยาบาลโดยแพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายเท่านั้น ไม่สามารถจำหน่ายในร้านขายยา โดยกรณีนี้ อย.มีการควบคุมการผลิตและการใช้อย่างเข้มงวดอยู่แล้ว

วันเดียวกันนี้ นพ.อภิชัย มงคล รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเดินหน้าสืบสวนกรณีสารอีเฟดรีน ในตัว นพ.ประกิตเผ่า ทั้งที่ผลการตรวจยืนยันเป็นสารซูโดอีเฟดรีนว่า เข้าใจว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็คงดำเนินการไปตามกระบวนการสืบสวน คือ มิใช่ว่า พอมีข่าวว่าเป็นซูโดอีฟดรีนแล้วเรื่องจะจบตามข่าว ตำรวจก็คงไปประชุมกันอีกครั้งก่อน

เมื่อถามว่าคนไข้รักษาตัวมา 1 เดือนแล้วเมื่อไหร่จะกลับบ้านได้ รองอธิบดีกรมสุข ภาพจิต กล่าวว่า แม้คนไข้จะรักษามา 1 เดือนเศษแล้ว แต่ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษา จาก รพ.ศรีธัญญา เป็นสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ และมีการเปลี่ยนยารักษา การรักษาในช่วงแรกต้องยอมรับว่ามีความขลุกขลักเล็กน้อย แต่โดยภาพรวม 1 เดือนเศษที่ผ่านมาถือว่าอาการคนไข้ดีขึ้นมาก เนื่องจากอีเฟดรีนมิใช่ตัวการทำให้เกิดปัญหา แต่มีตัวกระตุ้นคือซูโดอี เฟดรีน ซึ่งไม่รุนแรง ความจริงถ้ากรณีนี้ใช้เวลารักษา 1 เดือนอาการจะดีขึ้นและกลับบ้านได้ แต่เนื่องจากมีปัญหาขลุกขลักอย่างที่เรียนให้ทราบว่า มีการเปลี่ยนสถานที่รักษา เปลี่ยนแพทย์รักษา ทำให้การรักษาต้องใช้เวลามากขึ้น

"อาการของคนไข้ตอนนี้ถือว่าทุเลาขึ้นมาก แต่เหลืออาการเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น วันนี้หากคนไข้ต้องการจะกลับบ้าน และทางครอบครัว พ่อแม่ ภรรยา มีความเห็นตรงกันว่าจะกลับบ้านก็สามารถทำได้ เพราะตอนนี้อาการก็ทุเลามากแล้ว ไม่มีใครไปบังคับได้" นพ.อภิชัย กล่าว

ต่อข้อถามว่า ตอนนี้คนไข้รับรู้ข่าวสารที่เกิดขึ้นกับตัวเองในช่วงที่ผ่านมาหรือไม่ นพ. อภิชัย กล่าวว่า ปกติจะไม่ให้คนไข้ได้รับทราบข่าวสารมากนัก เพราะเกรงว่าจะไปกระตุ้นทำให้เกิดอาการมากขึ้น แต่เมื่ออาการทุเลาแล้วแพทย์จะวินิจฉัยและให้รับรู้ข่าวสารตามปกติ.


ข้อมูลข่าวโดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์ ฉบับวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2550


สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมอ่านได้ที่เดลินิวส์ออนไลน์......คลิกที่นี่ค่ะ.....



Posted by STY Staff/Kanchana Kerdmee
Srithanya Hospital

Posted By: STY Library - Date : 22/3/2007

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Name*
Email*

ความคิดเห็น *

  Type the characters shown in image for verification.

Top  |   About Us  |   Guestbook  |   Webboard  |   News  |   Search

Library of Sritanya Hospital © 2003 | Mission | Contact WebMaster