| == เผย 4 ปัญหาอุปสรรคสำคัญ บั่นทอนความเข้มแข็งทางจิตใจ ทำให้เด็กเก็บกด-ทุกข์ใจ ===
|
เผย 4 ปัญหาอุปสรรคสำคัญ บั่นทอนความเข้มแข็งทางจิตใจ ทำให้เด็กเก็บกด-ทุกข์ใจ
ผลจากการติดตามสถานการณ์ความเข้มแข็งด้านจิตใจเด็กไทยวัยเรียนอายุระหว่าง 6-11 ปี ที่กรมสุขภาพจิตได้ดำเนินการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน (SPQ) ในเด็กที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 1,732 คน ดำเนินงานผ่าน 16 ศูนย์เรียนรู้ พบ 4 ปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน อันดับ 1 ร้อยละ 73.9 คือปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน อันดับ 2 ร้อยละ 29.6 คือปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว อันดับ 3 ร้อยละ 27.8 คือปัญหาสมาธิสั้นอยู่ไม่นิ่ง และสุดท้าย อันดับ 4 ร้อยละ 13.9 คือปัญหาด้านอารมณ์
อุปสรรคสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนอีกประการหนึ่งก็คือความคาดหวังของพ่อแม่ที่หวังให้ลูกเรียนเก่ง เรียนดี และมีความสุขในการเรียน โดยเฉพาะเมื่อตอนที่เด็กยังเล็กเด็กอาจจะดูมีพัฒนาการที่ดี ฉลาดเฉลียวสมวัย เมื่อเข้าสู่โรงเรียนผู้ปกครองจึงคาดหวังให้ลูกทำได้ไม่น้อยกว่าเพื่อน แต่เมื่อไหร่ที่เด็กทำไม่ได้ตามความคาดหวัง เช่น อ่านหนังสือไม่ได้สักที เขียนพยัญชนะก็ผิดซ้ำๆ จนกระทั่งครู พ่อแม่ ก็ทุกข์ใจ พานคิดไปว่าเด็กไม่พยายาม หรือโง่...
ปัญหาเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเด็กโดยตรง จะบั่นทอนความเข้มแข็งทางจิตใจ ทำให้เด็กรู้สึกเก็บกด ทุกข์ใจ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง ไม่เคารพผู้ใหญ่ ไม่สนใจคนรอบข้าง ไม่สนใจการเรียน ผลการเรียนตกต่ำ หันเข้าหาอบายมุขและสิ่งเสพติด และไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข!!!
ทั้งที่ความจริงแล้วเด็กทุกคนต่างมีจุดเด่นของตัวเอง การค้นหาความสามารถของตัวเองให้เจอจึงเป็นสิ่งที่เด็กควรได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่เพื่อช่วยให้เขาเรียนรู้ที่จะใช้ความสามารถที่มีอยู่ในตัวเองได้อย่างสร้างสรรค์ เด็กบางคนอาจไม่เก่ง คณิตศาสตร์ แต่อาจเก่งดนตรี กีฬา ศิลปะ งานฝีมือ หรือการเลี้ยงสัตว์ ดูแลต้นไม้ พ่อแม่ผู้ปกครองควรส่งเสริมให้เขาได้ทำในสิ่งที่ถนัดเพื่อเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเอง ขณะเดียวกันเด็กที่เรียนไม่เก่งมักจะแสดงออกเพื่อให้คนสนใจ หากให้ความสนใจกับพวกเขามากขึ้นก็จะทำให้เขามีกำลังใจมีความพยายามมากขึ้น คนที่ดูแย่ก็จะกลับตัวเป็นคนดี และจะเป็นคนดีแบบน่าใจหาย และจะมี EQ สูง
ความเข้าใจและการสนับสนุนจากผู้ใหญ่เท่ากับเป็นการส่งเสริมพัฒนา IQ และ EQ ให้เด็ก ซึ่งจะเป็นต้นทุนชีวิตที่สำคัญที่จะช่วยให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข...
เพื่อหาแนวทางพัฒนาไอคิวและอีคิวของเด็กได้อย่างตรงจุด กรมสุขภาพจิตได้ร่วมกับ สสส. พัฒนาเครื่องมือวัดต้นทุนชีวิตเด็กวัยเรียน และดำเนินการสำรวจปัจจัยที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็ก ด้วยการสำรวจเด็กวัยเรียน จำนวน 1,080 คน ใน 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ รวม 9 จังหวัด ผลการสำรวจพบว่าปัจจัยภายในที่ส่งผลให้เด็กไทยมี ความเข้มแข็งทางจิตใจ ในระดับมากคือ ร้อยละ 59.1 เกิดจากความสามารถในตัวเอง การเห็นคุณค่าในตัวเอง และการมีความมุ่งมั่น ขณะที่ปัจจัยภายนอกที่ช่วยเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับปานกลางคือ ร้อยละ 52.8 เกิดจากประสบการณ์ที่ดีจากครอบครัว จากเพื่อน จากโรงเรียน และจากชุมชน
น.พ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ต้นทุนชีวิต หมายถึง ต้นทุนขั้นพื้นฐานที่มีผลต่อการพัฒนาด้านจิตใจ สังคม สติปัญญา ให้คนคนหนึ่งสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง ต้นทุนชีวิตเป็นปัจจัยสร้างหรือปัจจัยเชิงบวกทางด้านจิตใจ อารมณ์ สังคม ที่จะหล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งเจริญเติบโตและดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ และถ้าพิจารณาจากมุมมองของเด็กที่มีต่อปัจจัยเสริมความเข้มแข็งด้านจิตใจที่มาจากภายในตนเองในแต่ละด้าน พบว่าด้านคุณค่าของตนร้อยละ 92.0 และด้านสติปัญญาการเรียนรู้ร้อยละ 67.8 ส่วนปัจจัยเสริมจากภายนอกหรือจากสิ่งแวดล้อม เด็กประเมินว่าได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวร้อยละ 61.5 จากเพื่อนและจากโรงเรียนร้อยละ 58.6 ในขณะที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนเพียงร้อยละ 54.5 โดยเด็กประเมินว่าปัจจัยเสริมความเข้มแข็งด้านจิตใจที่เขาได้มากที่สุดมี 5 อันดับ ได้แก่ 1.การสนับสนุนจากสมาชิกในครอบครัว 2.การถูกสอนเรื่องความซื่อสัตย์ 3.การถูกสอนให้เชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง มีจุดยืนที่ชัดเจน 4.การถูกสอนเรื่องความรับผิดชอบ และ 5.การมีเป้าหมายชีวิตและมองโลกในแง่ดี
ผลการประเมินชี้ว่าต้นทุนชีวิตของเด็กซึ่งเป็นปัจจัยเสริมความเข้มแข็งด้านจิตใจและอารมณ์ที่เด็กได้รับจากภายนอกหรือจากสิ่งแวดล้อมอยู่แค่ระดับกลางๆ เท่านั้น จึงสะท้อนได้ว่าเด็กไทยควรได้รับการสนับสนุนให้มากกว่านี้!!!
ซึ่งเด็กประเมินว่าตนเองมีน้อยและต้องการได้รับมากขึ้น ได้แก่ 1.การได้แสดงความคิดเห็นและตัดสินใจในสิ่งที่ตัวเองต้องการทั้งที่บ้านและในชุมชน 2.การมีกิจกรรมสันทนาการนอกหลักสูตรมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 3.การมีส่วนร่วมทำกิจกรรมทางศาสนาหรือสาธารณบำเพ็ญตั้งแต่ 1 ครั้ง/สัปดาห์ 4.การมีส่วนร่วมทำกิจกรรมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ และ 5.ครอบครัวควรมีระเบียบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน มีเหตุผล และมีการติดตามจากครอบครัว อธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบาย
ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน จึงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเด็ก...
พ.ญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล บอกว่า ในส่วนของครอบครัว การดูแลเด็กยุคปัจจุบันยังค่อนข้างเป็นมรสุมสำหรับผู้ปกครองพอสมควร เพราะบางครอบครัวอาจยังไม่มีทักษะหรือไม่รู้ว่าจะทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเด็ก ไม่รู้ว่าการทำกิจกรรมอะไรที่จะเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ดีๆ และช่วยพัฒนาเด็ก ผู้ปกครองจึงควรมีกิจกรรมหรือวิธีการสอนการอบรมดูแลลูกในด้านต่างๆ เพื่อให้เขาเข้มแข็งขึ้น ขณะที่ปัจจัยจากชุมชนพบว่าเป็นปัญหาค่อนข้างใหญ่ แม้ว่าชุมชนจะได้ให้ความสำคัญในเรื่องเด็ก แต่ไม่มีทิศทางในการดำเนินการเพื่อจะทำอะไรที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญและเน้นไปในเชิงวัตถุ โดยไม่ได้คำนึงถึงความต้องการทางด้านจิตใจของเด็ก เช่น การสร้างลานกีฬา แต่ต้องไม่ใช่เพียงแค่เทปูนซีเมนต์ลงไป
ชุมชนมักจะลงทุนในรูปของวัตถุก่อน ซึ่งก็ดีในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดก็คือกิจกรรมสำหรับเด็กที่เป็นประโยชน์และจัดอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเด็กมีกิจกรรมที่สร้างสรรค์ในชุมชนจะช่วยดึงเด็กออกจากร้านเกมหรือแหล่งมั่วสุมต่างๆ ได้ ตรงจุดนี้ชุมชนจะช่วยครอบครัวได้มาก ในชุมชนต้องมองว่าเด็กคือลูกหลานของเรา จึงควรมีการส่งเสริมให้เด็กได้รวมกลุ่มเล่นกันเพราะความสัมพันธ์กับเพื่อนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเด็ก ไม่ใช่ให้เด็กใช้ชีวิตตามลำพัง แต่ต้องได้ใช้ชีวิตทางสังคมด้วย พ.ญ.พรรณพิมล กล่าว
ผอ.สถาบันราชานุกูล กล่าวถึงปัจจัยเสริมจากทางโรงเรียนว่า การเรียนในหนังสือเพียงอย่างเดียวจะไม่สอนประสบการณ์ชีวิตให้แก่เด็กได้ทั้งหมด เด็กต้องการกิจกรรมการเรียนรู้ตามที่เด็กสนใจ ซึ่งในปัจจุบันการเน้นกิจกรรมในเด็กกำลังจะหายไป ทั้งนี้เด็กบางคนอาจไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนตามหลักสูตร แต่เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านตัวกิจกรรมได้ การเรียนจึงเป็นแค่พลังด้านเดียว
ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ทั้ง 3 ปัจจัยจะเป็นพลังในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้กับเด็ก...เชื่อว่าเด็กทุกคนมีความมหัศจรรย์ในตัวอยู่แล้ว โจทย์สำคัญของคุณพ่อ คุณแม่ โรงเรียน และชุมชน จะต้องช่วยผลักดันสิ่งมหัศจรรย์ในตัวเขาออกมา โดยให้เด็กได้มีโอกาสคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง
ด.ญ.อุษา ศรบุญทอง ตัวแทนเยาวชนจาก ร.ร.พิบูลประชาสรรค์ กล่าวว่า การที่เด็กจะสามารถเห็นคุณค่าในตนเอง มีความศรัทธาและเชื่อมั่นในตนเองได้นั้น จะต้องได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อ คุณแม่ สังคม และชุมชนรอบด้าน ที่คอยช่วยเหลือให้กำลังใจและรับฟังความคิดเห็นของเด็ก เด็กจะเป็นคนดีได้ต้องได้เห็นได้สัมผัสความรักความเอื้ออาทร และความซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น ทุกวันนี้อยากให้ทุกคนรักกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบ และไม่แบ่งชนชั้น ทุกคนจะได้อยู่กันอย่างมีความสุข
ในความเป็นจริงสังคมไทยยังมีเด็กที่มีความสามารถอยู่อีกมากที่ไม่ได้รับโอกาสและการส่งเสริมให้ได้แสดง ศักยภาพหรือความมหัศจรรย์ที่มีอยู่ในตัวของเขาออกมา ขอเพียงแต่ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ได้ช่วยกันเติมเต็มต้นทุนชีวิตให้กับเด็ก สนับสนุนและให้โอกาส หรือสร้างพื้นที่ให้เขาได้แสดงพลังความสามารถไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมศักยภาพ เด็กก็จะมองเห็นและยอมรับในคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเอง มีความเข้มแข็งทางจิตใจ อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต
ข้อมูลข่าวโดยหนังสือพิมพ์บ้านเมืองวัน ออนไลน์วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2553
สนใจรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมอ่านได้ที่บ้านเมืองออนไลน์ คลิกที่นี่ค่ะ.....
Posted by STY Staffs/Thongpet Sabaihom/Jirapan
Srithanya Hospital
Posted By: STY_Library - Date :
5/3/2010
|
|