ข่าว/บทความด้านสุขภาพจิต

โรคสมาธิสั้น

ศจ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ

มีเด็กจำนวนหนึ่งที่มีระดับสติปัญญาปกติ พ่อแม่และครูจะมีความเห็นตรงกันว่าเป็นคนฉลาด แต่เด็กเรียนหนังสือไม่ได้ สอบตกหลายวิชา ต้องสอบซ่อมเทอมละ 4-5 วิชา ผู้ใหญ่จะเข้าใจว่าเด็กนั้นไม่สนใจเรียน ไม่ตั้งใจเรียน เวลาอยู่ในห้อง ชอบพูดชอบคุย นั่งไม่นิ่ง บางคนจะเหม่อลอยไม่ฟังครู งานในห้องมักทำไม่เสร็จ การบ้านไม่ทำและไม่ส่งหรือทำไม่เสร็จ เด็กมักลืมทำในสิ่งต่างๆ ที่ถูกมอบหมายให้ทำ พ่อแม่จะรู้สึกเครียดมากถ้าต้องคุมให้ลูกทำการบ้าน เพราะจะใช้เวลานานมากในการทำการบ้าน เช่น ควรใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงลูกกลับใช้เวลาถึง 3-4 ชั่วโมง เป็นต้น เด็กเหล่านี้มีความผิดปกติที่ทางการแพทย์ เรียกว่า โรคสมาธิสั้น บางครั้งจะมีคนเรียกเด็กกลุ่มนี้ว่าเป็นเด็กไฮเปอแอคทีฟ

โรคสมาธิสั้น จะมีลักษณะอาการดังนี้

1. อาการสมาธิสั้น มักสามารถเห็นได้ในเกือบทุกสถานที่ เช่น ที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่สังคม ในห้องตรวจของแพทย์ แต่ความรุนแรงของอาการอาจแสดงออกไม่เท่ากันในแต่ละสถานที่ และบางคนอาจจะมีอาการแสดงให้เห็นเฉพาะบางสถานที่เท่านั้น เช่น ที่โรงเรียน เพราะที่โรงเรียนอาจเป็นภาวะที่เด็กต้องมีสมาธิ ฉะนั้นเด็กอาจไม่สามารถทำงานที่ครูสั่งติดต่อกันได้นานเท่าเด็กอื่นๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกัน เด็กอาจทำงานไม่เสร็จตามเวลากำหนดหรือทำเสร็จอย่างรีบๆ ผิดพลาดมาก สกปรก ไม่ประณีต อยู่บ้านเด็กอาจแสดงออกโดยไม่สามารถทำตามที่สั่งได้ เช่น เล่นของเล่นแล้วไม่เก็บ เปิดลิ้นชักแล้วไม่ปิด เพราะทำยังไม่ทันจบ กิจกรรมหนึ่งก็เสียสมาธิเปลี่ยนไปอย่างอื่น ก็เลยไปทำกิจกรรมอื่นเสียเวลา ลืมกิจกรรมเดิมที่ทำค้างไว้ ผู้ใหญ่มักเข้าใจว่าเด็กไม่สนใจอะไรจริงจัง ขี้ลืม ดื้อ สอนไม่จำ ไม่มีระเบียบ ไม่รับผิดชอบ และอื่นๆ เวลาอยู่กับเพื่อนๆ เด็กอาจแสดงอาการสมาธิสั้น โดยไม่มีความอดทนที่จะทำตามกติกาการเล่น เพื่อนพูดก็ไม่ฟัง เป็นต้น

2. อาการหุนหันพลันแล่น ที่โรงเรียนอาการจะแสดงออก โดยการรีบตอบคำถามทั้งๆ ที่ครูถามยังไม่ทันจบ เด็กจะคอยตามคิวไม่ได้ในการทำกิจกรรม บางครั้งก็รีบตอบแทรกเมื่อเพื่อนยังตอบครูไม่จบ เป็นต้น เวลาอยู่บ้านเด็กอาจแสดงความหุนหันพลันแล่นโดยจะรบกวนผู้อื่นในรูปแบบต่างๆ เช่น แหย่รบกวนพี่หรือน้องบ่อยๆ เวลาต้องการใช้ของผู้อื่นก็หยิบมาเลย โดยไม่ดูว่าเขาใช้เสร็จหรือยังโดยที่เด็กไม่มีเจตนาจะละเมิดสิทธิ หรือเสียมารยาท แต่เป็นเพราะเด็กนึกจะทำอะไรก็ทำเลย โดยไม่ได้ยั้งคิดเสียก่อน

3. อาการอยู่ไม่นิ่งหรือซนผิดปกติ เด็กอาจมีอาการนั่งไม่ติดที่ ลุกจากที่นั่งบ่อยๆ เด็กเล็กบางคนอาจวิ่งในห้องเรียน บางคนอาจนั่งไม่นิ่งในที่ของตนโดยจะทำอะไรอยู่เกือบตลอดเวลา เช่น เอาของมาหมุนเล่น จับเล่น เคาะโน่น จับนี่ไม่ได้หยุด นั่งโยกเก้าอี้ กัดดินสอ เขียนการ์ตูนในหนังสือหรือสมุด เวลาอยู่บ้านก็อาจมีลักษณะคล้ายๆ กัน เช่น นั่งไม่นิ่ง เวลารับประทานอาหาร เวลาดูทีวี เวลาทำการบ้าน ถ้าเวลาจำเป็นที่ต้องอยู่กับที่ก็ขยับตัวตลอดเวลา เวลามาหาแพทย์จะนั่งคอยไม่ได้ จะเดินไปเดินมา แม้กระทั่ง เวลานอนเด็กบางคนจะนอนดิ้นมากทั้งคืน บางคนก็แสดงออก โดยการพูดมากกว่าปกติ บางคนก็กินไม่หยุดจนอ้วน การอยู่ไม่นิ่ง เคลื่อนไหวมากเห็นชัดในเด็กก่อนวัยเรียน ในเด็กโตหรือวัยรุ่นอาจเห็นอาการเพียงยุกยิกกระวนกระวายเท่านั้นที่เหลืออยู่ให้เห็น

พฤติกรรมแต่ละอย่างที่กล่าวมา อาจพบได้ในเด็กปกติ จะเป็นความผิดปกติเมื่อมีพฤติกรรมที่รุนแรง ไม่เหมาะสมกับวัยของเด็ก ไม่เหมาะสมกับสถานที่ เช่น ในห้องเรียนไม่ใช่ในสนามเด็กเล่น และมีอาการสม่ำเสมอ และพฤติกรรมนั้นรบกวนผู้อื่นด้วย หรือมีพฤติกรรมผิดปกติมากจนรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กเอง เช่น ไม่สามารถเรียนหนังสือได้ บางครั้งเด็กสมาธิสั้นอาจมีสมาธิได้ยาวนาน เฉพาะในเรื่องที่เด็กสนใจมาก เช่น วีดีโอเกมส์ การต่อของเล่นบางอย่าง เป็นต้น

เด็กที่อยู่ไม่สุข อยู่ไม่นิ่ง ไม่ใช่จะเป็นโรคสมาธิสั้นทุกคน เพราะต้องแยกอีกว่าเกิดจากภาวะอื่นๆ หรือไม่ มีสภาวะที่ปกติและผิดปกติหลายอย่างที่อาจมีอาการคล้ายโรคสมาธิสั้น และอาการที่เห็นบางครั้งก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโรคอื่น เช่น

1. เด็กปกติที่ค่อนข้างซน เด็กบางคนที่พละกำลังมาก ซนมาก ชอบทำอะไรๆ อยู่เสมอๆ ไม่ชอบอยู่เฉยๆ แต่การกระทำ จะไม่สะเปะสะปะ ขาดการวางแผนแบบเด็กเป็นโรคสมาธิสั้น

2. เด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ยุ่งเหยิง ขาดระเบียบแบบแผนมากๆ ทำให้เด็กมีความยากลำบากที่จะมีสมาธิ เพราะเด็กถูกกระตุ้นมากเกินไป

3. เด็กที่ถูกตามใจมาก ทำให้ขาดระเบียบวินัย และขาดการควบคุมตัวเอง ทำให้มองดูเหมือนเด็กสมาธิสั้นได้

4. เด็กปัญญาอ่อน เด็กมีสมองที่มีการพัฒนาช้า ฉะนั้นจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นต่อเมื่อพฤติกรรมไม่เหมาะสมตามอายุสมองของเด็กเท่านั้น

5. โรคจิตในวัยเด็ก เด็กที่มีโรคจิตอาจมีอาการคล้ายโรคสมาธิสั้นได้ เพราะอาจมีอาการกระวนกระวายหรือกระสับกระส่าย

6. โรคทางอารมณ์และวิตกกังวล อาจมีอาการแสดงคล้ายโรคสมาธิสั้นได้ แต่จะมีประวัติว่ามามีอาการทีหลังคือเด็กจะเป็นเด็กปกติมาก่อนการเกิดโรคทางอารมณ์และวิตกกังวล และอาจพบสาเหตุกระตุ้น เช่น พ่อแม่เลิกกัน ส่วนโรคสมาธิสั้นมักเป็นมาตั้งแต่วัยเด็กเล็ก

การรักษาโรคสมาธิสั้น

1. การรักษาด้วยยา

โรคสมาธิสั้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความผิดปกติของสมองเป็นความบกพร่องทางสรีระวิทยา การใช้ยารักษาจึงให้ผลค่อนข้างดีมาก เป็นวิธีที่ใช้กันแพร่หลาย ยาที่ใช้บ่อยๆ จะเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงน้อย

ถ้ายาได้ผลสำหรับเด็ก ยาจะช่วยให้เด็กเรียนได้เต็มความสามารถ ไม่ล้มเหลวในการเรียน ลดปัญหาทางสังคม ทำให้เด็กไม่เสียความรู้สึกที่ดีต่อตนเองจากการถูกตำหนิติเตียนมากมาย

การใช้ยาอาจหยุดได้ช่วงวันเสาร์-วันอาทิตย์ และปิดเทอมพอเปิดเทอมใหม่ ถ้าเด็กยังมีปัญหาเดิมจะยังใช้ได้อีก เด็กบางคนเมื่อโตขึ้นจะมีอาการดีขึ้น อาจหยุดยาได้ แต่ตราบใดที่ยายังจำเป็นและมีประโยชน์กับเด็กอยู่ก็สามารถใช้ไดต่อไป พ่อแม่และครูไม่ควรต่อต้านการใช้ยาในโรคนี้ของลูก เพราะต้องคิดเปรียบเทียบเหมือนกับลูกเกิดมามีสายตาสั้น แล้วจำเป็นต้องใส่แว่นตา เพื่อให้มองเห็นเป็นปกติ แต่แว่นตานั้นมีมานานผู้ใหญ่จึงมักไม่ต่อต้านการใช้แว่นตากับลูก แต่เรื่องยารักษาโรคสมาธิสั้นเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ คนยังรู้จักน้อย จึงอาจไม่เข้าใจและอาจต่อต้านการใช้ยาได้

2. การรักษาด้านอื่นๆ นอกเหนือจากยา การช่วยเด็กด้านอื่นๆ เป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาการของเด็ก ผู้ใหญ่เข้าใจว่าเด็กดื้อ แกล้งทำ เด็กจะถูกดุว่ามากจนเด็กอาจเสียความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง จึงควรได้รับการแก้ไขดังนี้

- อธิบายให้เด็ก พ่อแม่ ครูทุกคนเข้าใจปัญหาว่าเกิดจากอะไร

- แก้ไขปัญหาการเรียน เด็กมักมีปัญหาการเรียนจากโรคที่เป็น ต้องช่วยเหลือเด็กให้สามารถเรียนได้ เช่น แก้ไขสิ่งแวดล้อมที่บ้าน และที่โรงเรียน เช่น ให้มีสภาพที่มีสิ่งกระตุ้นเด็กให้น้อยลง เช่น นั่งใกล้ครู อยู่ห้องเรียนที่ไกลจากเสียงรบกวนของรถยนต์ มีการสอนเสริมโดยครูพิเศษ มีที่เป็นสัดส่วนให้เด็กทำการบ้าน ไม่เปิดทีวีขณะเด็กทำการบ้าน เป็นต้น ยกเว้น เด็กบางคนกลับต้องการเสียงดนตรีเบาๆ ช่วงระหว่างทำงานและจะมีสมาธิดีกว่าบรรยากาศที่เงียบเกินไป

- การช่วยเหลือเด็กโดยตรง ถ้าเด็กมีปัญหามานาน ถูกทำโทษมากด้วยความเข้าใจผิด แพทย์ต้องช่วยแก้ความรู้สึกที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กโดยตรง บางครั้งเด็กไม่สามารถเข้ากับเพื่อนได้ก็ต้องช่วยแนะนำ ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ

- พ่อแม่ และครูเป็นที่ปรึกษาให้ระหว่างการเรียน ปัญหาอาจไม่หมดไปง่ายๆ ต้องติดตามช่วยเหลือไปจนแน่ใจว่าทุกคนปรับตัวกับปัญหาได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ในการอยู่กับเด็กสมาธิสั้น

1. เข้าใจเด็ก

- เป็นธรรมชาติของเขาที่เกิดมาเป็นอย่างนั้นเอง

- เด็กไม่ได้แกล้ง

- ไม่ใช่นิสัยไม่ดี

- ไม่ใช่เด็กดื้อ หรือไม่อดทน

- ไม่ใช่สอนไม่จำ

- ไม่ใช่ไม่มีความรับผิดชอบ

2. หลีกเลี่ยงการตำหนิ-ต่อว่า เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นผลของสมาธิสั้นหรืออยู่ไม่นิ่ง เพราะไม่ช่วยให้เขาดีขึ้น แต่กลับทำลายความรู้สึกของเด็กอย่างมาก

3. ช่วยเด็กคิดวิธีแก้ไขจุดอ่อน เช่น จะแก้การลืมอย่างไร อาจจะใช้วิธีจด ใช้วิธีเอาของที่ต้องใช้จัดรวมกันเพื่อกันลืม

4. ช่วยให้เด็กใช้พลังงาน ไปในทางสร้างสรรค์ มีกิจกรรมให้เด็กสามารถทำได้ เช่น

- กีฬา, ดนตรี, คอมพิวเตอร์

- ช่วยครูที่โรงเรียนทำงาน เช่น แจกสมุด ลบกระดาน

- ช่วยพ่อแม่ทำงานที่บ้าน

5. จัดสิ่งแวดล้อมของบ้าน

- ถ้าเด็กยังเล็กอยู่ให้เก็บของแตกให้พ้นมือเด็ก

- มีเนื้อที่ให้เด็กใช้ส่วนตัวสำหรับเล่นและทำการบ้าน

ดังที่กล่าวแล้วคือเด็กบางคนต้องการที่เงียบๆ เพื่อช่วยเพิ่มสมาธิ เด็กบางคนกลับต้องการมีเสียงดนตรีเบาๆ ฟังไปด้วยจะช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น

6. แบ่งช่วงเวลาการทำงาน เป็นช่วงสั้นลง เท่ากับที่เด็กสามารถมีสมาธิทำได้ คือให้เด็กมีเวลาพักเป็นช่วงๆ

อย่างไรก็ตามพ่อแม่ควรได้รับความเห็นใจและพ่อแม่ควรรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง เพราะการเลี้ยงเด็กปกติก็เป็นเรื่องเหนื่อยอยู่แล้ว การเลี้ยงดูลูกสมาธิสั้นนั้น เหนื่อยยิ่งกว่าหลายเท่าตัว ดังนั้นถ้าพ่อแม่สามารถหาคนมาช่วยแบ่งเบาภาระไปได้ในบางช่วง และมีเวลาทำอะไรที่พ่อแม่อยากทำบ้าง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่พ่อแม่สมควรจะได้รับบ้าง.

เอกสารอ้างอิง: นงพงา ลิ้มสุวรรณ. เลี้ยงลูกถูกวิธี ชีวีเป็นสุข, เรื่องสำคัญและน่ารู้สำหรับพ่อแม่. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: พริ้นติ้งเพลส. 2542. หน้า 189-196.

Posted by DMH Staff.

************************************************************

28 กันยายน 2547

By ศจ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ

Views, 63444