หน้าหลัก   ถามตอบปัญหาสุขภาพจิต   คลังเทคโนโลยีด้านสุขภาพจิต   เกี่ยวกับกรมฯ
E-Government E-Services E-Information
header2
n00 images Links Links n01 images qTest รายงานและสถิติด้านสุขภาพจิต และจิตเวช Ebooks Abstract ข่าวและบทความด้านสุขภาพจิต และจิตเวช แบบทดสอบด้านสุขภาพจิต และจิตเวช
[ แบบประเมินการใช้งานเว็บไซต์กรมสุขภาพจิต

   เรื่อง : ไอคิว และ อีคิว

ไอคิว และ อีคิว
ศจ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ
แหล่งที่มาของข้อมูล : หนังสือ “เลี้ยงลูกถูกวิธี ชีวีเป็นสุข”


ไอคิว คืออะไร

ไอคิว เป็นคำที่คนทั่วไปรู้จักกันดีว่าหมายถึง ระดับสติปัญญาหรือเชาว์ปัญญาของคน คนไอคิวดีจะเป็นคนเก่งมีสมองรับรู้ว่องไว เรียนหนังสือเก่ง ไอคิวนั้นมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Intelligence Quotient แล้วย่อเป็น IQ คนที่ใช้คำนี้เป็นคนแรกคือ LM Terman เป็นคนอเมริกันใช้ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1916

ไอคิวของมนุษย์แต่ละคนจะได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ทางพันธุกรรม ฉะนั้นพ่อแม่ที่มีไอคิวสูงมักมีลูกไอคิวสูงด้วย แต่บางครั้งพ่อแม่ไอคิวสูงลูกอาจมีไอคิวไม่สูงได้เช่นกัน ส่วนพ่อแม่ที่มีไอคิวไม่สูงลูกจะมีไอคิวไม่สูงเหมือนพ่อแม่ แทบไม่เคยปรากฏว่าพ่อแม่ไอคิวไม่สูงแล้วมีลูกเป็นอัจฉริยะ แต่ในทางตรงข้ามพ่อแม่ที่มีไอคิวสูง บางครั้งอาจมีลูกปัญญาอ่อนได้จากสาเหตุบางประการ

ฉะนั้น ไอคิว จึงเป็นสิ่งติดตัวลูกมาตามธรรมชาติเพราะถ่ายทอดทางพันธุกรรม และพบว่าประสบการณ์ของชีวิต การศึกษาต่างๆ เปลี่ยนแปลงระดับไอคิวได้น้อยมาก

อีคิว คืออะไร

อีคิว เป็นคำค่อนข้างใหม่เมื่อเทียบกับไอคิวแต่อีคิวสามารถดึงดูดความสนใจคนได้มาก ทำให้คนหันมาสนใจคุณสมบัติเรื่องอีคิวของคนอย่างมาก อีคิวเป็นคำมาจากภาษาอังกฤษว่า Emotional Quotient และย่อว่า EQ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นชาวอเมริกันเช่นกันชื่อ Daniel Goleman เขียนเมื่อปี ค.ศ.1995

อีคิว นั้นหมายถึงความสามารถของคนด้านอารมณ์ จิตใจ และยังรวมถึงทักษะการเข้าสังคมด้วย ซึ่งที่จริงก็คือ วุฒิภาวะทางอารมณ์ หรือ ทักษะชีวิต นั่นเอง แต่คนทั่วไปแล้ว จะไม่ค่อยเข้าใจหรือไม่ซาบซึ้งนักว่าวุฒิภาวะทางอารมณ์นั้นหมายถึงอะไร จึงไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจมากนัก จนกระทั่งมีคำว่า อีคิว เกิดขึ้น จึงเป็นคำที่ติดตลาดเหมือนคำว่า ไอคิว คนจึงหันมาสนใจและให้ความสำคัญขึ้นอย่างมากซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดีทีเดียว

อีคิว หมายถึง ความสามารถด้านต่างๆ ทางจิตใจ อารมณ์ และสังคมหลายด้าน คนที่มีอีคิวสูงจะมีคุณสมบัติทั่วๆ ไป ดังนี้
     - มีวุฒิภาวะทางอารมณ์
     - มีการตัดสินใจที่ดี
     - ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้
     - มีความอดกลั้น
     - ไม่หุนหันพลันแล่น
     - ทนความผิดหวังได้
     - เข้าใจจิตใจของผู้อื่น
     - เข้าใจสถานการณ์ทางสังคม
     - ไม่ย่อท้อหรือยอมแพ้ง่าย
     - สามารถสู้ปัญหาชีวิตได้
     - ไม่ปล่อยให้ความเครียดท่วมทับความคิดไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก

เรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับอีคิวและไอคิว คือ
อีคิว เป็นเรื่องที่สอนให้เกิดขึ้นได้ สามารถฝึกฝนให้ลูกของเรามีอีคิวที่ดีขึ้นสูงขึ้น ในขณะที่เราไม่สามารถทำให้ลูกมีไอคิวสูงขึ้น
     - คนที่มีอีคิวดีมักจะเป็นคนที่มีความสุขในชีวิต ในขณะที่คนมีไอคิวดีอาจมีปัญหาชีวิตมากมายได้
     - คนที่มีอีคิวดี มักจะประสบความสำเร็จสูง ในขณะที่คนที่มีไอคิวดีก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าคนนั้นจะประสบความสำร็จ มีความสุข มีชื่อเสียงเสมอไป
     - คนที่มีไอคิวดี มักประสบผลสำเร็จดีมากในการเรียนหนังสือ หรือทำงานด้านวิชาการ แต่เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับวิชาการ คนไอคิวสูงอาจไม่ประสบผลสำเร็จ เช่น เรื่องชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว หรือชีวิตในสังคม

ทั้งนี้จากเหตุผลที่ว่าการวัดระดับไอคิวของคนที่ทำอยู่ในปัจจุบันนั้นวัดความสามารถของคนเพียงไม่กี่อย่าง การวัดไอคิวจะวัดความสามารถด้านภาษา และการคิดคำนวณเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่จริงแล้วความสามารถของคนนั้นมีมากมายหลายด้าน เช่น ความสามารถด้านต่อไปนี้
     - ดนตรี
     - กีฬา-การเคลื่อนไหว
     - ศิลปะ
     - ภาษา
     - สังคม
     - กาคิดคำนวณ
     - เครื่องยนต์กลไก
     - ตรรกะ
     - การเข้าใจผู้อื่น
     - อื่นๆ

คนที่มีความสามารถเด่นๆ เฉพาะทางที่รู้จักกันดีในสังคมโลก เช่น
     -Magic Johnson เป็นนักบาสที่เก่งมาก
     -Mozart เป็นนักดนตรีระดับโลก
     -Martin Luther King Jr. เป็นผู้นำที่มีความสามารถมาก
     -Sigmund Freud สามารถเข้าใจเรื่องจิตใจคนอย่างดีเยี่ยม

ฉะนั้นจึงควรส่งเสริมลูกให้พัฒนาความสามารถเฉพาะตัวของเขาให้เต็มที่ถ้ามี ผู้ใหญ่ไม่ควรไปขัดขวางเขาแต่ผู้ใหญ่ควรช่วยเขา

องค์ประกอบของอีคิว
ทักษะทางอารมณ์ หรือ อีคิวของคนอาจจัดได้เป็นเรื่องใหญ่ๆ 5 เรื่อง คือ
     1. สามารถรู้อารมณ์ตัวเอง
     2. สามารถบริหารอารมณ์ตัวเอง
     3. สามารถทำให้ตัวเองมีพลังใจ
     4. สามารถเข้าถึงจิตใจผู้อื่น
     5. สามารถรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น

1. สามารถรู้อารมณ์ตัวเอง
คนที่จะมีทักษะชีวิตที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติข้อนี้ คือเป็นที่รู้ตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร หรือสามารถติดตามความรู้สึกของตัวเองได้ใน ขณะที่อารมณ์กำลังบังเกิดขึ้นในตัวเรา เช่น รู้สึกว่าเรากำลังเริ่มรู้สึกโกรธ หรือเริ่มรู้สึกไม่พอใจแล้ว ฉะนั้นเราจึงต้องมีการสังเกตตัวเราเองอยู่เสมอ การรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไรจะทำให้คนๆ นั้นควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ชั่ววูบ แล้วทำอะไรที่มีผลร้ายแรงดังที่เราเคยได้ยินเสมอๆ ว่า “เขาฆ่าคนตายเพราะเกิดบันดาลโทสะ”

การรู้ว่าตัวเองกำลังมีอารมณ์แบบใดนอกจากจะทำให้เราควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ยังทำให้เราสามารถหลุดพ้นจากอารมณ์นั้นได้เร็วขึ้น เพราะทำให้เรารู้จักไปหาทางระบายอารมณ์นั้นออกไปอย่างเหมาะสมถูกต้อง

คนที่ไม่รู้จักหรือไม่รู้สึกถึงอารมณ์ตัวเองมากๆ จะไม่สามารถแสดงออกซึ่งอารมณ์ อาจกลายเป็นคนเฉยเมย เป็นคนไม่สนุก ไม่รู้สึกขบขันในเรื่องควรขบขันคือไม่มีอารมณ์ขัน ซึ่งจะกลายเป็นคนน่าเบื่อสำหรับผู้อื่นได้ เพราะเป็นคนจืดชืดไร้สีสัน

วิธีสอนให้ลูกรู้อารมณ์ตัวเองคือ พ่อแม่ต้องคอยสังเกตอารมณ์ลูกและพูดคุยถามถึงอารมณ์ของลูกที่เปลี่ยนไป เช่น พ่อแม่ อาจถามว่า “วันนี้ดูลูกอารมณ์ไม่ดี หนูมีอะไรไม่สบายใจหรือ?” และพ่อแม่เองจะต้องรู้และแสดงอารมณ์ของตัวเองให้เหมาะสมด้วย เช่น พูดว่า “วันนี้แม่รู้สึกหงุดหงิดไปหน่อยนะลูก”

2. สามารถบริหารอารมณ์ตัวเอง
ทุกคนเมื่อมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นแล้วต้อง รู้วิธีที่จะจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ อย่างเหมาะสม เช่น เกิดอารมณ์โกรธ อารมณ์ไม่พอใจอะไรใครจะต้องหาทางออก ไม่ใช่เก็บกดสะสมอารมณ์เหล่านี้ไว้มากๆ ซึ่งจะเกิดอาการทนไม่ไหวแล้วถึงจุดหนึ่งจะระเบิดอารมณ์ออกมารุนแรง โดยทำร้ายคนอื่นหรือทำร้ายตนเอง เช่น ฆ่าตัวตาย

วิธีบริหารอารมณ์หรือวิธีจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น คือ
     - พูดระบาย ให้คนที่พูดด้วยได้รับฟัง ซึ่งคนที่รับฟังมักจะช่วยปลอบใจได้ไม่มาก็น้อย หรือเขาอาจแสดงความเห็นใจด้วย
     - ทำความเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง โดยคิดไตร่ตรองว่าคนที่ทำให้เราเกิดอารมณ์นี่เขาเป็นอย่างไร มีเหตุผลอะไร มีเจตนาร้ายหรือไม่ หรือเขามีปัญหาอะไร เป็นต้น ถ้าเราสามารถเข้าใจเขาได้ เราอาจเกิดความเห็นใจเขา หรือให้อภัยเขา ซึ่งจะลดลดอารมณ์ของเราลงได้
     - หาวิธีผ่อนคลายให้ตัวเอง เช่น อาจไปเล่นกีฬา ร้องเพลง ฟังเพลง เล่นดนตรี เป็นการคลายเครียด
     - วิธีอื่นๆ แต่ละคนอาจมีวิธีทำแตกต่างไปบ้าง เช่น บางคนอาจไปเดินเล่น ไปซื้อของ ไปทำงานอดิเรกที่ตัวเองชอบ เป็นต้น

ในชีวิตประจำวันทุกคนต้องหัดจัดการกับอารมณ์ของตนเองอยู่แล้ว เพราะทุกวันเราจะเกิดอารมณ์ต่างๆ ขึ้น เช่น อารมณ์เบื่อ เศร้า เครียด หงุดหงิด รำคาญ เซ็ง โดยทั่วไปควรจะหากิจกรรมทำ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ไปเที่ยว ไปคุยกับเพื่อน และอื่นๆ อีกมาก

วิธีช่วยลูกมีทักษะที่ดี พ่อแม่สามารถทำเป็นตัวอย่าง หรือแนะนำให้ลูกมีงานอดิเรกทำ แนะนำให้ลูกเป็นคนชอบอ่านหนังสือ คุยกับเพื่อน และที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือถ้าเล่นดนตรีได้จะดีมาก ดนตรีเป็นเพื่อนที่ดีมากของมนุษย์ ถ้ามีโอกาสและลูกชอบ พ่อแม่ควรสนับสนุนให้ลูกเลือกเรียนดนตรีอย่างหนึ่ง อย่างที่สองคือ การเล่นกีฬา เด็กควรเลือกกีฬาสักอย่างที่ชอบและสามารถเล่นไปได้ตลอดชีวิต เพราะนอกจากจะคลายเครียดยังช่วยให้สุขภาพแข็งแรงอีกด้วย ซึ่งเป็นการป้องกันโรคต่าง ๆ ได้มาก จนมีคำพูดที่ว่า “กีฬาๆ เป็นยาวิเศษ”

3. สามารถทำให้ตนเองมีพลัง
คือเป็นคนที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจหรือแรงใจให้อยากทำสิ่งต่างๆ ในชีวิต ไม่เป็นคนย่อท้อหมดเรี่ยวแรงง่ายๆ หรือยอมแพ้โดยง่ายดาย สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้มาจากหลายๆ องค์ประกอบ เช่น
     - พ่อแม่ปลูกฝังมาให้แต่เด็ก เช่น พ่อแม่ชื่นชมในความสำเร็จของลูก ลูกก็จะกลายเป็นคนอยากมีความสำเร็จ หรือพ่อแม่คอยให้กำลังใจและคอยสนับสนุนเวลาลูกทำอะไรๆ
     - การมีทัศนคติที่ดี เช่น พ่อแม่พูดว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” หรือมีทัศนคติว่าคนนั้นต้องมีความพากเพียรทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีใครได้อะไรมาอย่างง่ายๆ
     - วัฒนธรรม หลายวัฒนธรรมสอนเด็กให้เป็นคนขยัน อดทน เช่น วัฒนธรรมจีน
     - อารมณ์ คนที่มีอารมณ์ดีจึงจะมีจิตใจอยากทำสิ่งต่างๆ ถ้าเป็นคนมีปัญหาทางจิตใจ มีความขัดแย้งในชีวิตและครอบครัวจะมักไม่มีกำลังใจในการทำงาน
     - ความหวัง คนมีพลังใจทำอะไรต่อๆ ไปได้ต้องเป็นคนที่มีความหวังเป็นตัวหล่อเลี้ยงจิตใจให้อยากทำต่อไป
     - มองโลกในแง่ดี คนมองโลกในแง่ดีจะสามารถมองหาจุดดีๆ จากทุกๆ อย่างรอบตัวได้ คนนั้นก็จะสามารถมีแรงจูงใจในการทำอะไรต่อไป ตัวอย่างที่เคยได้ยิน เช่น

มีสามีภรรยาคู่หนึ่งทะเลาะกันบ่อยมาก แต่เวลาไม่ทะเลาะกันเพื่อนๆ จะเห็นว่าเขามีความสุขดี แม้ว่าเวลาทะเลาะกันฝ่ายภรรยาจะค่อนข้างกร้าวร้าวและจะชอบเอาจานชามขว้างใส่สามี วันหนึ่งเพื่อนสามีจึงถามสามีว่าเห็นทะเลาะกันบ่อยๆ เหตุใดจึงยังมีความสุขได้ สามีจึงตอบเพื่อนว่ามีความสุขได้ เพราะเวลาภรรยาขว้างจานชามใส่ตน ถ้าตนหลบทันตนก็มีความสุข ส่วนถ้าตนหลบไม่ทันแล้วโดนขว้างภรรยาตนก็มีความสุข

4. สามารถเข้าถึงจิตใจผู้อื่น
ความสามารถนี้เป็นคุณสมบัติของผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับจิตใจผู้อื่นจะขาดไม่ได้เลย เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ แต่ที่จริงแล้วทุกๆ คน เป็นคนที่คนอื่นนิยมชมชอบ เป็นคนที่เพศตรงข้ามชอบ ทำให้เข้ากับคนอื่นได้ดี เป็นคนที่มีเสน่ห์ และสามารถเข้าสังคมได้เป็นอย่างดี

ความสามารถนี้ หมายถึง เราสามารถเข้าใจได้หรือรู้ได้ว่าถ้าเราเป็นเขาเราจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งหมายถึง ความเห็นใจคนอื่น หรือความสามรถที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง การที่คนเราจะสามารถเข้าใจจิตใจผู้อื่นได้เขาจะต้องเข้าใจตัวเขาเองก่อน เขาต้องรู้จักตัวเอง และมีความรู้สึกของตัวเองเสียก่อนว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร จึงจะสามารถ อ่านความรู้สึก ของผู้อื่นได้

การที่จะอ่านความรู้สึกคนอื่นได้ดี จะต้องเป็นคนที่อ่านภาษาท่าทางได้ดี เพราะคนส่วนใหญ่แล้วจะแสดงอารมณ์เป็นภาษาท่าทางมากกว่าการแสดงอารมณ์เป็นคำพูด เช่น คนเวลาโกรธ มักจะแสดงท่าทางโกรธแบบต่างๆ เช่น หน้างอ หน้าบึ้งตึง มีกริยากระแทกกระทั้น เกินกระแทกเท้าโครมๆ ปิดประตูปึงปัง เป็นต้น แต่มีน้อยคนที่เวลาโกรธจะใช้คำพูดแสดงออกมาตรงๆว่า “ฉันกำลังรู้สึกโกรธคุณมากเลย คุณทำอย่านี้ได้อย่างไร”

การอ่านภาษาท่าทางทำได้โดยการสังเกตการแสดงออกของ
     - น้ำเสียง เช่น เสียงดุ เสียงหวาน เสียงกัดฟัดพูด
     - สีหน้า เช่น สีหน้ายิ้มแย้ม บูดบึ้ง เฉยเมย เคร่งเครียด เหนื่อยหน่าย เศร้า
     - แววตา เช่น แจ่มใส เป็นประกาย เคียดแค้น หม่นหมอง อมทุกข์ โศก
     - กริยาต่างๆ เช่น ท่านั่ง เบือนหน้าหนี นั่งห่างๆ นั่งเข้ามาใกล้ชิดเกินไป นั่งแบบผ่อนคลาย นั่งกระสับกระส่าย

5. สามารถรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น
เป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญอักเช่นกัน เพราะคงไม่มีประโยชน์ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดี แต่ไม่สามารถทำให้ความสัมพันธ์นั้นยั่งยืนยาวนานได้ คือจะต้อง รู้จักหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ ที่มีอยู่ให้มีอยู่ต่อไป ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถในการบริหารจัดการกับความรู้สึกของผู้อื่น โดยทำให้คนอื่นที่อยู่ใกล้เราแล้วเขาเกิดความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตัวเขาเอง และเขาเกิดความรู้สึกที่ดีกับเราด้วย เช่น เราสามารถทำให้เขารู้สึกว่าเรา
     - เห็นเขาสำคัญ
     - ให้เกียรติเขา
     - ยกย่องเขา
     - เข้าใจเขา
     - เห็นเขามีคุณค่า
     - ช่วยเหลือเขา
     - เป็นมิตรกับเขา
     - หวังดีต่อเขา
     - รักเขา

ความสามรถในการรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่นยังขึ้นกับว่า เรานั้นสามารถแสดงออกถึงความรู้สึกของเราเองได้ดีแค่ไหน ไม่เช่นนั้นแล้วเขาจะรู้สึกไม่เข้าใจเรา ไม่รู้จักเรา เข้าไม่ถึงเรา ทำให้เขาไม่ค่อยแน่ใจว่าเรานั้นเป็นคนอย่างไร วางใจได้แค่ไหน จริงใจเพียงใด เป็นต้น

ท้ายที่สุดนี้ ท่านผู้ปกครองที่สนใจข้อมูลข่าวสารเรื่องวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีความสุข ยังสามารถศึกษาเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องจากหนังสือ เลี้ยงลูกถูกวิธี ชีวีเป็นสุข ได้จากผลงานการเขียนของ ศาสตราจารย์แพทย์หญิง นงพงา ลิ้มสุวรรณ ได้

************************************************



เอกสารอ้างอิง "ไอคิวและอิคิว"

นงพงา ลิ้มสุวรรณ (2542). ไอคิวและอีคิว. เลี้ยงลูกถูกวิธี ชีวีเป็นสุข พิมพ์ครั้งที่ 9, กรุงเทพ: พรินท์ติ้งเพรส.


ผู้แต่ง: ศจ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ - dmhstaff@dmhthai.com - 20/9/2004

   ความคิดเห็นจากคุณ โอเล่

หวัวดีคนน่ารัก

  : o-sex@thaimail.com ::  29/9/2004 07:09

   ความคิดเห็นจากคุณ ธรรม์

เพิ่งทราบและเข้าใจดีขึ้นใน ๒ ศัพท์นี้ จะได้นำไปใช้ให้ถูกและรู้แนวทางในการพัฒนาตัวเอง และการแนะนำผู้อื่นเพิ่มขึ้น ขอบคุณเจ้าของบทความ มา ณ โอกาสนี้ด้วย

  : p2919@chaiyo.com ::  14/10/2004 21:42

   ความคิดเห็นจากคุณ เอก

พอจะมีข้อมูลเปรียบเทียบไอคิวของเด็กไทย ล่าสุดไหมครับ

  : fond_of111@hotmail.com ::  12/7/2005 22:22

   ความคิดเห็นจากคุณ som

อ่านเข้าใจง่ายมาก เป็นคนอารมณ์แปรปรวนบ่อย คิดว่าน่าจะปรับปรุงแล้วค่ะ ขอบคุณผู้ให้ข้อมูลมาก.....

  : sursur_som@hotmail.com ::  1/8/2005 20:45

   ความคิดเห็นจากคุณ ต้นข้าว

ใครรู้บ้างว่าอัลเบริต์ ไอสไตน์มีไอคิวเท่าไร
อยากรู้มากค่ะ หาแล้วตามwebsite แต่ไม่มีที่ไหน
ลงไว้เลย ช่วยกันตอบด้วยนะค่ะ

  : klom_spirit@hotmail.com ::  3/11/2005 05:03

   ความคิดเห็นจากคุณ tee

เขียนได้ดีมาก เข้าใจง่ายในการอ่าน

  : suesama_peko@yahoo.co.th ::  9/11/2005 23:21

   ความคิดเห็นจากคุณ Error

อ่านแล้วเข้าใจง่าย ชอบมากค่ะ

  : indy_nee@hotmail.com ::  27/11/2005 04:46

   ความคิดเห็นจากคุณ Error

อ่านแล้วเข้าใจง่าย ชอบมากค่ะ

  : indy_nee@hotmail.com ::  27/11/2005 04:46

   ความคิดเห็นจากคุณ เซ้ง

ขอข้อมูลไปใช้บ้างนะครับ คุณหมอ

  : zeng_ja2003@yahoo.com ::  9/1/2006 04:45

   ความคิดเห็นจากคุณ คิม

เออ.....ความสำคัญของอีคิวคืออะไรหรอคะ ขอด่วนเลยคะ รีบมาก ขอบคุณคะ

  : kimandteddy_blue@hotmail.com ::  20/5/2006 08:50

   ความคิดเห็นจากคุณ น.เทพ

คิดถึง นุ้ย มากจากคนที่ นุ้ย เรียกว่าเอก นุ้ย นี้คือนุ้ยที่อยู่ ร.ร.สายน้ำผึ้ง ที่เจอกันที่ ร้านพี่แอร์

  : nantasin@chaiyo.com ::  6/7/2006 06:22

   ความคิดเห็นจากคุณ แอ

เยี่ยมๆๆๆๆๆ

  : air24235@thaimail.com ::  6/7/2006 06:36

   ความคิดเห็นจากคุณ โชกุน

IQ EQ มีกี่ระดับใครรู้บ้าง


  : it2543.lim@hotmail.com ::  17/7/2006 18:35

   ความคิดเห็นจากคุณ Mr. Mah How

อยากรู้ว่า...คนเรามีไอคิวและอีคิวเท่าไหร่? ช่วยตอบทีครับ...อยากรู้มากครับ

  : mah how@yahoo.com ::  29/7/2006 01:44

   ความคิดเห็นจากคุณ นู๋ฟร้า&นู๋เจิน

อ่านแล้วเข้าใจง่าย หนุกดี

  : laypana@hotmail.com ::  29/7/2006 01:45

   ความคิดเห็นจากคุณ เด็กเรียน

ขอความรู้กี่ยวกับEQนะครับ จะมาทำรายงานส่งครูนะครับ
ขอบคุณครับ
เข้าใจไหมครับพี่ ปอเนาะ

  : nattapon_plak@hotmail.com ::  3/8/2006 20:07

   ความคิดเห็นจากคุณ tuktuk

อยากทราบความหายของ MQ หมายถึงอะไรคะ

  : tuktuk25@hotmail.com ::  10/11/2006 23:10

   ความคิดเห็นจากคุณ Agnes

การหาค่า IQ ในส่วนของอายุสมองต้องหายังไง ใครช่วยตอบที

  : aei13@yahoo.com ::  14/11/2006 08:51

   ความคิดเห็นจากคุณ naun

ปกติของคนเราม๊IQ ประมาณเท่ารัยหรอค่ะ แล้วมีIQ ประมาณ145ถือว่าสูงปล่าวค่ะ

  : naun_02@hotmail.com ::  10/12/2006 06:25

   ความคิดเห็นจากคุณ Error

ไอคิวของคนเรานั้นมาจากพันธุกรรม จากสิ่งแวดล้อม เช่น อาหาร การเลี้ยงดู การศึกษา รอยหยักของสมอง น่ะครับ ไม่ใช่พันธุกรรมอย่างเดียว คนเราถ้าพันธุกรรมไม่ดี แต่สิ่งแวดล้อมดีก็ส่งเสริมให้ไอคิวดี สรุปคือไอคิวของคนเรานั้น เกิดจากพันธุกรรมประมาณ 50% จากสิ่งแวดล้อมประมาณ 50% ครับ


  : ban9-@hotmail.com ::  8/6/2007 23:57

   ความคิดเห็นจากคุณ กอล์ฟ

ไอคิวเป็นสิ่งสำคัยสำหรับทุกคน

  : gg_aon@hotmail.com ::  9/8/2007 07:07

   ความคิดเห็นจากคุณ วิรุณ

อ่านเข้าใจง่ายดีครับ นอกจากนี้มีการวัดอะไรที่เกี่ยวข้องอีกบ้างครับ ผมอยากทราบเพราะไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้

  : wiroon-cher@hotmail.com ::  10/6/2008 05:04

   ความคิดเห็นจากคุณ nuna

เขียนอ่านง่าย เข้าใจง่าย ขอนำข้อมูลบางส่วนไปใช้บ้างนะคะ

  : lak_nana@yahoo.com ::  12/12/2008 03:51

   ความคิดเห็นจากคุณ สิรินทร

อยากทราบว่าถ้าจะพาลูกสาวไปตรวจวัดระดับไอคิวและอีคิวสามารถตรวจได้ที่ไหนค่ะ

  : oil_sirintorn@hotmail.com ::  1/6/2011 09:19

   ความคิดเห็นจากคุณ Pond

เรื่องแค่นี้ไครไครก็รู้ิอย่าโง่ไปหน่อยเลย

  : yxdhyioko123@hotmail.com ::  26/1/2012 22:54

   ความคิดเห็นจากคุณ boss zaza

อยากทราบว่าEQ ของผมมีเท่าไหร่

  : itsarasin.boss@gmail.com ::  26/1/2012 22:55

   ความคิดเห็นจากคุณ ภูมินะนะนะนะนะ

อ่านแล้วเข้าใจชัดมากกกก

  : nongpoom20111@hotmail.com ::  26/1/2012 22:58

   ความคิดเห็นจากคุณ ou

เรื่อง แค่ นี้ โครต ง่าย เรยทาม ........... บาย ได้

  : ou_tanakorn@hotmail.com ::  26/1/2012 22:58

   ความคิดเห็นจากคุณ 55

5555

  : Hellopuen@hotmail.com ::  26/1/2012 22:59

   ความคิดเห็นจากคุณ Mr.Dom Zii

ถ้าเกิด IQ ดีแต่ EQ ต่ำก็ไรประโยชน์นะครับ

  : tskunawootom_2408@hotmail.com ::  26/1/2012 23:02

   ความคิดเห็นจากคุณ am

กลัวว่าตัวเองจะมีแต่IQ แต่ขาดEQ

แย่จัง

  : naeil57@hotmail.co.th ::  2/2/2012 01:52

   ความคิดเห็นจากคุณ ทิ

อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายดีนะครับ

  : GALAXY-X-SONIC@HOTMAIL.COM ::  28/3/2013 21:55

ร่วมแสดงความคิดเห็น

Name*
Email*

ความคิดเห็น *

  พิมพ์คำว่ากันแสปมก่อนทำการส่งข้อมูลครับ.




DMH's Search:   
เว็บทั่วโลก  กรมสุขภาพจิต  ฐานข้อมูลวิจัย  ฐานข้อมูลการพยาบาลฯ
 บทความฯ  ข่าวฯ  e-books  สายด่วนสุขภาพจิต

©2011 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
เลขที่ 88/20 หมู่ 4 ถนนติวานนท์ 4 อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 Tel. 0-2149-5555-60. เครือข่ายมหาดไทย 821-8000
Visit Mirror Site : http://www.dmh.moph.go.th  Contact WebMaster เริ่มใช้หน้าเว็บ: July 25, 2554
3,840,103  Visitors Since August 01, 2002.

เงื่อนไขการให้บริการเว็บไซต์ : Website Policy : Privacy Policy : Website Security Policy
  :  


  <                     GES Survey Online   lawamendment

    ปฎิรูปกฏหมายไทย   กบข.   เว็บไซต์ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน></A>
  <A href=ข้อแนะนำการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน